กระบวนการตาย

“ความเกิดมีแล้ว ความแก่ ความตายมันก็มีอยู่ ไม่มีใครพ้นตาย ตายก็ตายเต็มแผ่นดินอยู่ เกิดก็เกิดเต็มแผ่นดิน เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดอยู่นี้แหละ สัจจธรรมข้อนี้ใครๆก็พ้นไปไม่ได้ ความตายมีอยู่ทุกฐานะสถานที่”

(หลวงปู่แหวน สุจิณโณ)



การระลึกถึงความตาย หรือ “มรณานุสติ” ไม่ใช่เพื่อให้หวาดกลัวหรือเป็นทุกข์ที่ต้องเผชิญ แต่เพื่อที่จะให้รู้จักที่จะดำรงชีวิตที่มีอยู่อย่างมีความหมาย อย่างไรก็ตามเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตายเข้าจริง ก็ยากที่จะตั้งตัวทัน จึงต้องมีการฝึกและมองความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ตลอดจนเข้าใจถึงหลักในการปฏิบัติตนหรือการดูแลผู้ที่เข้าสู่กระบวนการตาย


กระบวนการตาย คือ การเดินทางไปสู่การเสียชีวิต ซึ่งทางการแพทย์นิยามการเสียชีวิตตามธรรมชาติจะเริ่มขึ้นเมื่อ 3 เดือนสุดท้ายที่ผู้ป่วยมีชีวิต ซึ่งกระบวนการตายโดยปกติจะมีระยะต่าง ๆ คือ ระยะสุดท้าย (End of life) คือ ระยะเวลา 6 เดือนจนกระทั่งเสียชีวิต และระยะใกล้ตาย (Death dying)


ระยะใกล้ตาย คือ (1) ช่วงเวลาตั้งแต่ 3 เดือนสุดท้ายก่อนเสียชีวิต โดยในระยะ 3 เดือนสุดท้ายจะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย เช่น เบื่ออาหาร เนื่องจากร่างกายเริ่มมีความล้มเหลวในระบบต่างๆ เหนื่อยง่ายและต้องการนอนมากกว่าปกติ เนื่องจากมีการไหลเวียนของโลหิตน้อยลง ปฏิเสธอาหาร น้ำ ทำให้ร่างกายขาดน้ำ จึงไม่สามารถตื่นมาทำกิจกรรมตามปกติได้ สับสนและหลงลืม เนื่องจากสมองที่เคยทำงานได้ดี เสื่อมสภาพลง ความทรงจำที่เหลือคือความฝังใจที่สดชื่นหรือขมขื่นในอดีต อาจจำไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหน ใครชื่ออะไร ทานอาหารหรืออะไรไปบ้าง หรืออาจพูดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ สับสน เรื่องเวลา หายใจลำบาก ไม่สม่ำเสมอ ติดขัดและยากลำบาก เวลาหายใจสามารถได้ยินเสียงดังและหายใจเข้าลึก มีอาการหอบหรือหยุดหายใจเป็นช่วงๆ ประมาณ 5 วินาที หรือ 1 นาที ก่อนจะหายใจแรงและลึกอีกครั้ง บางครั้งการหายใจเข้าออกดังครืดคราด

(2) ในช่วง 1 สัปดาห์สุดท้ายก่อนเสียชีวิต ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอย่างเห็นได้ชัดเจนขึ้นมาก เช่น จะนอนเป็นส่วนมาก ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย มักจะเห็นภาพหลอน เช่น เห็นบุคคลที่เสียชีวิตแล้วมาหา หรือเห็นลูกหลานมาหาเยอะมากเบื่ออาหาร จนกระทั่งไม่รับประทานอาหารทำให้น้ำหนักลด ผอมลง สูญเสียการพูดและการมองเห็น ทำให้ไม่สามารถสื่อสารได้อย่างเต็มที่ แต่การได้ยินยังคงชัดเจนดี ตามมาด้วยการเปลี่ยนเรื่องการขับถ่าย บวมที่เท้าและข้อต่อ เนื่องจากไตไม่สามารถฟอกเลือดได้ ซึ่งเมื่อถึงขั้นนี้ปกติจะไม่มีการช่วยเหลืออะไรเป็นพิเศษหากเป็นอาการที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรค แต่เป็นเพราะการชราและการเสื่อมสภาพตามธรรมชาติของร่างกาย จากกนั้นความดันจะเริ่มลดลงเรื่อย ๆ ชีพจรจะเต้นช้าลงหรืออาจจับชีพจรไม่ได้เลย ร่างกายจะเริ่มเย็นลงเพราะการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอ จนกระทั่งอวัยวะในร่างกายล้มเหลวลงหมดทุกระบบ ในช่วงก่อนตายเพียง 1 วัน ผู้ป่วยจะนอนนิ่งตลอดเวลา แต่ถ้ามีอาการปวดหรือไม่สุขสบายก็จะดิ้นทุรนทุราย 1 ชั่วโมงหรือ 2-3 นาที ก่อนเสียชีวิต มักมีอาการมือและเท้าเย็นเนื่องจากเลือดไม่ไปเลี้ยงตามปลายประสาท เล็บอาจมีสีจางหรือน้ำเงิน ผิวหนังมีรอยดวง ด่างดำ ซีดหรือมีแต้มสีแดง สีน้ำเงินขึ้นเป็นจุด ๆ เนื่องจากการไหลเวียนล้มเหลวเช่นที่เกิดขึ้นมาก่อนตามบริเวณมือและเท้า หายใจหอบ บางครั้งมีการอ้าปากหายใจเข้าออก และไม่เป็นจังหวะ เรียกว่า การหายใจแบบ Cheyne-Strokes จนกระทั่งหยุดการหายใจ ความดันโลหิตและการเต้นของชีพจรจะต่ำลง และช้า เบาลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งหายไป ซึ่งหมายถึงการเข้าสู่ภาวการณ์ตาย


ที่มา: One Point Knowledge: กระบวนการตาย, สุริยน มิ่งแก้ว โรงพยาบาลหนองบัวลำพู (http://www.nbhospital.go.th/10704nbh/images/KnowledgeCenter/61/ipd/Ortho/OPK%20%ปี%2058กระบวนการตาย.pdf)


ดู 5 ครั้ง0 ความคิดเห็น