การตายทางการแพทย์

การตาย หรือ การเสียชีวิต (Death) เป็นการสิ้นสุดการทำหน้าที่ทางชีวภาพอันคงไว้ซึ่งสิ่งมีชีวิต ปรากฎการณ์สามัญที่นำมาซึ่งการตายได้แก่ การตายจากโรคชรา โรคภัย อัตวินิบาตกรรม (การฆ่าตัวตาย) ฆาตกรรม ความอดอยาก อุบัติเหตุและการเจ็บป่วยภายในร่างกาย การตายเป็นกระบวนการสำคัญของ ทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (์Natural selection) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตที่มียีนส์ที่อ่อนแอ ขยายพันธุ์ได้น้อย ไม่สามารถปรับตัว ให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ มีความเสี่ยงที่จะตายและสูญพันธุ์สูง การตายนั้นอาจมีความหมายได้ในหลายแง่มุม เช่น ความตายทางการแพทย์หรือความตายทางร่างกาย ความตายทางศาสนา และความตายในแง่กฎหมาย เป็นต้น


รูปที่ 1 วัฏจักรชีวิตของมนุษย์

การตายทางชีวภาพหรือตามหลักวิทยาศาสตร์ หมายถึง การสูญเสียการบูรณาการและการประสานงานสำหรับการทำหน้าที่ของ หัวใจในระบบหมุนเวียนโลหิต ระบบการหายใจ และสมอง สามารถแบ่งการตายออกได้เป็น 2 ประเภทคือ การตายของเซลล์ (Cellular death) และ การตายของร่างกายหรือการเสียชีวิต (Somatic death)


การตายของเซลล์ (Cellular death)


โดยปกติสิ่งที่มีชีวิตประกอบด้วยเซลล์ต่างๆ มากมายหลายล้านเซลล์ โดยมีอัตราการสร้างเซลล์ใหม่เท่ากับอัตราการตายของเซลล์ เพื่อรักษาขนาดให้คงที่ แต่เมื่อมีอายุมากขึ้นจะมีเซลล์ที่ถูกทำลาย (Damaged cell) หรือเซลล์ที่ผิดปกติ (Abnormal cell) เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะไปรบกวนการทำหน้าที่ของอวัยวะปกติ จึงต้องกำจัดเซลล์ที่ตายหรือผิดปกติออก เป็นไปตามกระบวนการ อะพอพโทซิส (Apoptosis)

นักวิจัยอธิบายว่า อะพอพโทซิส นั้นเป็นกระบวนการตายของเซลล์ที่เกิดขึ้นเป็นปกติในกระบวนการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต การตายที่เซลล์เป็นผู้กำหนด และมีขั้นตอนอย่างชัดเจน ในบางครั้งจึงถูกเรียกว่า cell committed suicide หากมีการตายของเซลล์มากเกินไปจะทำให้เกิดโรคในกลุ่มของการเสื่อมของ เซลล์ประสาท (Neurodegenerative) แต่ถ้าการตายของเซลล์มีน้อยเกินไปก็จะทำให้เกิดเซลล์ที่ควบคุมไม่ได้ จนเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเช่นกัน การตายของเซลล์ อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ติดเชื้อไวรัส อยู่ในสภาวะขาดสารอาหารอย่างหนัก ดีเอ็นเอ (DNA) เสียหายจากกัมมันตภาพรังสี หรือสารมีพิษ ปกติเมื่อเซลล์ได้รับความเสียหายระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจะมาทำลายเซลล์ที่เสียหาย เพื่อป้องกันการดูดสารอาหารของเซลล์นั้นๆ หรือป้องกันการแพร่กระจายของเซลล์ที่ติดเชื้อ กระบวนการอะพอพโทซิส เป็นการควบคุมสมดุลของร่างกายเพื่อให้การตายของเซลล์สัมพันธ์กับการเพิ่มจำนวนของเซลล์ และเซลล์ที่ติดเชื้อหรือผิดปกติจะต้องถูกแทนที่ด้วยเซลล์ใหม่ บางครั้งเซลล์ที่ตายอาจจะไม่ได้ถูกกำจัดออกไปด้วยเซลล์หลัก เนื่องจากไม่มีการส่งสัญญาณเซลล์ (Cell signals) ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถระบุตำแหน่งการตายและไม่สามารถกำจัดองค์ประกอบของเซลล์ที่ตายให้กลับมาใช้ใหม่เหมือนกับกระบวนการอะพอพโทซิส ก็จะทำให้เซลล์เกิด การตายเฉพาะส่วน (Necrosis) การตายเฉพาะส่วนจะเป็นการตายของเซลล์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด เซลล์ที่อยู่บริเวณเดียวกันจะมีการตายร่วมกัน เซลล์ที่ตายจะบวมและแตก ทำให้สารที่อยู่ภายในเซลล์รั่วออกมา และกระตุ้นให้มีปฏิกิริยาการอักเสบ (Inflammation) และเกิดแผลเป็น (Scarring) เช่น การได้รับบาดเจ็บ การติดเชื้อ มะเร็ง เนื้อตายเนื่องจากขาดเลือด (Infraction) สารพิษและการอักเสบอย่างต่อเนื่อง

รูปที่ 2 การตายของเนื้อเยื่อหลังจากเกิดแผลไหม้อย่างรุนแรง

ซึ่งการตายของเซลล์นี้จะทำให้เกิดผลกระทบกับร่างกายโดยรวมมากน้อยขึ้นกับตำแหน่ง ความสำคัญและความรุนแรงของบริเวณที่ได้รับความเสียหาย และอาจเป็นเหตุทำให้เกิดการตายทางร่างกายหรือการเสียชีวิตตามมาหากเป็นอวัยวะที่สำคัญ อย่างไรก็ตามการตายไม่ได้เกิดขึ้นจากการตายของเซลล์ที่เป็นไปตามกระบวนการ อะพอพโทซิส และการกลายพันธุ์ของเซลล์ที่ทำให้เกิดการตายเฉพาะส่วนเท่านั้น แต่เมื่อคนเราอายุมากขึ้น (ชรา) แม้ว่าเซลล์ไม่ตายแต่มีการหยุดการแบ่งตัวและไม่สามารถทำงานตามปกติได้ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เราเดินทางเข้าสู่ความตายได้เช่นกัน


การตายทางร่างกาย (Somatic death)


การตายของร่างกายหรือการเสียชีวิต (Somatic death) หมายถึง การที่บุคคลไม่สามารถแสดงการ สื่อสารหรือการมีปฏิสัมพันธ์โดยเจตนาด้วยวิธีการใดก็ตามกับสิ่งต่างๆ ที่อยู่แวดล้อมได้อีกเลย ทั้งนี้บุคคลผู้นั้น จะปรากฏลักษณะของการไม่มีสติสัมปชัญญะและการไม่รับรู้อย่างถาวรถึงความมีอยู่ของตัวตนและทุกสิ่งบน โลกใบนี้ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา การตายของบุคคล หรือการตายทางร่างกาย คือ การไม่หายใจ จนกระทั่งมีการประดิษฐ์หูฟังขึ้นมาในศตวรรษที่ 19 และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์มีมากขึ้น วิธีที่ใช้ในการตรวจสอบก่อนสรุปว่า ตาย ละเอียดและถูกต้องมากขึ้น โดยเบื้องต้นจะตรวจสอบจากการเปลี่ยนแปลงสัญญาณชีพ (Vital signs) ซึ่งประกอบด้วย ลมหายใจ การเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต อุณหภูมิของร่างกาย ซึ่งต้องมีการทำงานสม่ำเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปกติ ซึ่งการทำงานทั้งหมดนี้จะมีสมองคอยสั่งการ โดยปกติถ้าสมองตาย สัญญาณชีพเหล่านี้ก็จะค่อยๆ หยุดไปตามธรรมชาติ แต่ในปัจจุบันจากความก้าวหน้าทางการแพทย์ถูกพัฒนาไป มีอุปกรณ์ เครื่องจักรสามารถปั๊มเลือดผ่านเส้นเลือดและเป่าลมเข้าไปในปอดให้หายใจได้ ทั้งที่เจ้าของร่างกายไม่สามารถทำได้ด้วยตนเองเพราะ สมองตาย (Brain death) ไปแล้ว กล่าวง่ายๆ คือ ร่างกายยังสามารถหายใจ ชีพจรยังเต้น แม้ว่าสมองได้ตายไปแล้ว แต่ถ้าปิดสวิตซ์ไฟฟ้าเครื่องมือช่วยชีวิตเหล่านั้น ระบบทั้งสองก็จะหยุดทำงาน ซึ่งเป็นการหยุดทำงานพร้อมกันของระบบต่างๆ ในร่างกาย


รูปที่ 3 ระบบต่างๆ ในร่างกายที่ทำงานด้วยการสั่งการจากสมอง

ภาวะสมองตาย (Brain death) เป็นบทนิยามทางนิติศาสตร์และทางแพทยศาสตร์ที่หมายถึง การตายของบุคคล ซึ่งโดยทั่วไปหมายถึงภาวะที่ไม่สามารถฟื้นฟูระบบการทำงานของสมองของบุคคลได้อีกแล้ว อันเป็นผลมาจากการตายหมดแล้วทุกส่วนของเซลล์ประสาทในสมอง เนื่องจากขาดเลือดและออกซิเจนหล่อเลี้ยง ซึ่งแต่เดิม การตายของบุคคล นิยามไว้ว่าเกิดจากการสิ้นสุดลงของการทำงานของอวัยวะสำคัญบางส่วน โดยเฉพาะการหายใจและการเต้นของหัวใจ ต่อมาเมื่อความรู้ทางการแพทย์พัฒนาขึ้นตามลำดับ ดังที่เคยกล่าวมาก่อนหน้า ทำให้ความสามารถในการกู้ชีพ (Resuscitation) บุคคลซึ่งหัวใจหยุดทำงานแล้ว ไม่หายใจแล้ว หรือไร้ซึ่งสัญญาณว่ามีชีวิตอยู่ก็พัฒนาไปด้วย จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงบทนิยามของการตายเสียใหม่เพื่อ