• CremainGem

การสวดอภิธรรม

อัปเดตเมื่อ 3 มี.ค.


การสวดพระอภิธรรมในงานศพ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เห็นความจริงของชีวิต ตามธรรมชาติหรือธรรมดา รวมถึงระลึกถึงคุณความดีของผู้ที่ล่วงลับ ตามหลักฐานของท่านผู้รู้กล่าวว่า มีการนำเอาพระอภิธรรมมาสวดในพิธีศพของพุทธศาสนิกชนชาวไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และท่านได้ให้ความเห็นไว้ว่า

การบำเพ็ญกุศลในงานศพเพื่ออุทิศให้ผู้วายชนม์นั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก ความกตัญญูต่อผู้วายชนม์ ซึ่งจากไปไม่มีวันกลับ การที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยนำเอาคัมภีร์พระอภิธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องกับประเพณีนี้นั้นตามข้อสันนิษฐาน คงจะเกิดจากเหตุผลประการต่าง ๆ ดังนี้


ประการแรก เป็นเพราะ พระอภิธรรม ไม่กล่าวถึงสัตว์ ไม่กล่าวถึงบุคคล ไม่มีตัวตน เรา เขา แต่ทรงจำแนกธรรมออกเป็นกุศล อกุศล และอัพพยากต (ธรรมที่ไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศล) ทรงกระจายสรีระกายซึ่งเป็นกลุ่มก้อนออกเป็นขันธ์ ๕ บ้าง อายตนะ ๑๒ บ้าง ธาตุ ๑๘ บ้าง อินทรีย์ ๒๒ บ้าง อัน เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยซึ่งต้องมีการเสื่อมสลายไปตามสภาวะ มิสามารถตั้งอยู่ได้ตลอดไป

การได้ฟังพระอภิธรรมจะทำให้ผู้ฟังน้อมนำมาเปรียบเทียบกับการจากไปของผู้วายชนม์ทำให้เห็นสัจจธรรมที่แท้จริงของชีวิต ท่านโบราณบัณฑิตคงจะเห็นว่าในงานเช่นนี้ เป็นโอกาสอันดีที่ท่านผู้ฟังและท่านผู้ร่วมบำเพ็ญกุศลในงานศพ จะสามารถพิจารณาเห็นความจริงของชีวิตได้โดยง่าย จึงได้นำเอาพระอภิธรรมมาแสดงให้ฟัง


อีกประการหนึ่ง เพราะเห็นว่าในการตอบแทนพระคุณพุทธมารดาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ท่านได้เสด็จขึ้นไปทรงแสดงพระอภิธรรมเทศนาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพุทธมารดาซึ่ง สิ้นพระชนม์ไปแล้ว

ดังนั้น เมื่อบุพพการีอันได้แก่ มารดา บิดา ถึงแก่กรรมลง ท่านผู้เป็นบัณฑิตจึงได้นำเอาพระอภิธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องในการบำเพ็ญกุศลให้แก่ผู้วายชนม์ โดยถือว่าเป็นการสนองพระคุณมารดา บิดา ตามแบบอย่างพระจริยวัตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อมา แม้ว่าท่านผู้วายชนม์จะมิใช่มารดาบิดาก็ตาม แต่การนำเอาพระอภิธรรมมาแสดงในงานศพก็ถือเป็นประเพณีไปแล้ว


ประการสุดท้าย เพราะเชื่อว่า พระอภิธรรมเป็นคำสอนขั้นสูงที่มีเนื้อหาละเอียดลึกซึ้ง เกี่ยวกับปรมัตถธรรม ๔ ประการ หากนำมาแสดงในงานบำเพ็ญกุศลให้แก่ผู้วายชนม์แล้ว ผู้วายชนม์จะได้บุญมาก

การสวดพระอภิธรรมก็คือการนำเอาคำบาลีขึ้นต้นสั้น ๆ ในแต่ละคัมภีร์ของพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์มาเรียงต่อกัน การสวดพระอภิธรรมนี้บางทีเรียกว่า สวดมาติกา ถ้าเป็นงานพระศพบุคคลสำคัญในราชวงศ์เรียกว่า พิธีสดับปกรณ์ ซึ่งเพี้ยนมาจากคำว่า สัตตปกรณ์ อันหมายถึง พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ นั่นเอง (สัตต = เจ็ด ปกรณ์ = คัมภีร์ ตำรา)


ต่อมาภายหลังมีผู้รู้ได้นำเอาคาถาในพระอภิธัมมัตถสังคหะ ของพระอนุรุทธาจารย์ มาสวดเป็นทำนอง สรภัญญะ ( คือการสวดเป็นจังหวะสั้น ยาว ) เรียกว่า สวดสังคหะ โดยนำเอาคำบาลีในตอนต้นและตอนท้ายของแต่ละปริจเฉท ซึ่งมีทั้งหมด ๙ ปริจเฉทมาเรียงต่อกันเป็นบทสวด


บทสวดพระอภิธรรม

เพื่ออุทิศส่วนบุญกุศลแด่ดวงวิญญาณผู้ล่วงลับไปสู่สุคติในสัมปรายภพยิ่งขึ้นต่อไป ดังพระพุทธองค์ทรงแสดงพระอภิธรรมตอบแทนพระคุณโปรดพุทธมารดาให้สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลมาแล้ว


อาราธนาธรรม

พรัหมา จะ โลกาธิปะติ สหัมปะติ

ท้าวสหัมบดีพรหม ผู้เป็นใหญ่ในโลก

กัตอัญชะลี อันธิวะรัง อะยาจะถะ

ได้พนมมือขอพระอันประเสริฐว่า

สันตีธะ สัตตาปปะระชักขะชาติกะ

สัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาแล้ว มีกิเลสน้อยยังมีอยู่ในโลกนี้

เทเสตุ ธัมมัง อนุกัมปิมัง ปะชัง

ขอพระองค์ทรงอนุเคราะห์แสดงธรรมโปรดหมู่สัตว์นี้เถิด


นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (ว่า ๓ จบ)


สังคณีคาถา

กุสะลา ธัมมา

ธรรมทั้งหลายเป็นกุศล (คือไม่มีโทษอันบัณฑิตติเตียน มีสุขเป็นวิบากต่อไป)

อะกุสะลา ธัมมา

ธรรมทั้งหลายเป็นอกุศล (คือมีโทษอันบัณฑิตติเตียน มีทุกข์เป็นวิบากต่อไป)

อัพพะยากะตา ธัมมา

ธรรมทั้งหลายเป็นอัพยากฤต (คือท่านไม่พยากรณ์ว่า เป็นกุศล หรืออกุศล คือเป็นธรรมกลางๆ)

กะตะเม ธัมมา กุสะลา

ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลเป็นไฉน?

ยัสสะมิง สะมะเย กามาวะจะรัง กุสะลัง จิตตัง

ในสมัยใดจิตเป็นกุศล เป็นกามาวจร (ท่องเที่ยวไปในอารมณ์อันน่าใคร่) ย่อมเกิดขึ้น

อุปปันนัง โหติ โสมะนัสสะสะหะคะตัง ญาณะสัมปะยุตตัง

เป็นไปกับด้วยโสมนัสประกอบพร้อมด้วยญาณ

รูปารัมมะณัง วา

ปรารภอารมณ์คือรูป หรือ มีรูปเป็นอารมณ์บ้าง

สัททารัมมะณัง วา

ปรารภอารมณ์คือเสียง หรือ มีเสียงเป็นอารมณ์บ้าง

คันธารัมมะณัง วา

ปรารภอารมณ์คือกลิ่น หรือ มีกลิ่นเป็นอารมณ์บ้าง

ระสารัมมะณัง วา

ปรารภอารมณ์คือรส หรือ มีรสเป็นอารมณ์บ้าง

โผฏฐัพพารัมมะณัง วา

ปรารภอารมณ์คือโผฏฐัพพะ สิ่งที่กายถูกต้อง หรือ มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์บ้าง

ธัมมารัมมะณัง วา

ปรารภอารมณ์คือ ธรรม เรื่องราวทางใจ หรือ มีธรรมเป็นอารมณ์บ้าง

ยัง ยัง วา

ปรารภอารมณ์ใดๆ ก็ดี

ปะนารัพภะ ตัสสะมิง สะมะเย ผัสโส โหติ

ในสมัยนั้น ผู้สละ (ความประจวบต้องกันแห่งธรรม ๓ ประการ คือ อายตนะภายใน อายตนะภายนอก และวิญญาณ) ย่อมมี

อะวิกเขโป โหติ

ความไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมมี

เย วา ปะนะ

ก็หรือว่า

ตัสสะมิง สะมะเย อัญเญปิ อัตถิ ปะฏิจจะสะมุปปันนา อะรูปิโน

ธรรมทั้งหลาย อันไม่มีรูป ที่อาศัย เกิดขึ้นแม้เหล่าอื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น

ธัมมา กุสะลา

ธรรมเหล่านี้เป็นกุศลธรรม


วิภังคะคาถา

ปัญจักขันธา รูปักขันโธ เวทะนากขันโธ สัญญากขันโธ สังขารักขันโธ วิญญาณักขันโธ

ขันธ์ ๕ คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์

ตัตถะ กะตะโม รูปักขันโธ

บรรดาขันธ์ทั้ง ๕ นั้น รูปขันธ์เป็นไฉน?

ยังกิญจิ รูปัง อะตีตานาคะตะปัจจุบันนัง

รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ล่วงไปแล้ว ยังไม่มีมา หรือเกิดขึ้นเฉพาะหน้า

อัชฌัตตัง วา พะหิทธา วา

เป็นไปภายในบ้าง เป็นไปภายนอกบ้าง

โอฬาริกัง วา สุขุมัง วา

หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง

หีนัง วา ปะณีตัง วา

เลวบ้าง ประณีตบ้าง

ยัง ทูเร วา สันติเก วา

รูปใดอยู่ในที่ไกลบ้าง อยู่ในที่ใกล้บ้าง

ตะเทกัชฌัง อะภิสัญญหิตตะวา อะภิสังขิปิตตะวา

ประมวลย่นย่อรูปนั้นเข้าเป็นอันเดียวกัน

อะยัง วุจจะติ รูปักขันโธ

นี้เรียกว่า รูปขันธ์


ธาตุกะถาคาถา

สังคะโห

การสงเคราะห์ คือ รวมเข้าเป็นหมวดหมู่เดียวกันได้

อะสังคะโห

การไม่สงเคราะห์ คือ ไม่รวมเข้าเป็นหมวดหมู่เดียวกัน

สังคะหิเตนะ อะสังคะหิตัง

หมวดธรรมที่สงเคราะห์เข้ากันได้ เพราะเป็นฝ่ายเดียวกัน แต่สงเคราะห์เข้ากันไม่ได้กับหมวดธรรมฝ่ายอื่น

อะสังคะหิเตนะ สังคะหิตัง

หมวดธรรมที่สงเคราะห์เข้ากันไม่ได้ เพราะต่างฝ่ายกัน แต่สงเคราะห์เข้ากันได้กับธรรมฝ่ายเดียวกัน

สังคะหิเตนะ สังคะหิตัง

หมวดธรรมที่สงเคราะห์เข้ากันได้ เพราะเป็นฝ่ายเดียวกัน ก็สงเคราะห์เข้ากันได้กับหมวดธรรมฝ่ายเดียวกันทั้งหมด

อะสังคะหิเตนะ อะสังคะหิตัง

หมวดธรรมที่สงเคราะห์เข้ากันไม่ได้ เพราะต่างฝ่ายกกัน ก็สงเคราะห์เข้ากันไม่ได้กับหมวดธรรมต่างฝ่ายกันทั้งหมด

สัมปะโยโค

ความสัมปโยค ประกอบกัน คือ ความมีเกิดดับ มีวัตถุที่ตั้งและอารมณ์เป็นอันเดียวกัน

วิปปะโยโค

ความวิปโยค ไม่ประกอบ คือ พรากกันเพราะผิดส่วนกัน จึงต่างเกิดต่างดับ เป็นต้น

สัมปะยุตเตนะ วิปปะยุตตัง

หมวดธรรมที่สัมปยุตประกอบกันได้ก็วิปยุต ไม่ประกอบกับหมวดธรรมประเภทอื่น

วิปปะยุตเตนะ สัมปะยุตตัง

หมวดธรรมที่วิปยุต ไม่ประกอบกันแล้ว ก็สัมปยุตประกอบกันอีก

อะสังคะหิตัง

หมวดธรรมที่ไม่สงเคราะห์เข้ากัน


ปุคคะละปัญญัตติคาถา

ฉะปัญญัตติโย

บัญญัติ คือการแสดงประกาศแต่งตั้ง ๖ ประการ คือ

ขันธะปัญญัตติ อายะตะนะปัญญัตติ ธาตุปัญญัตติ

บัญญัติว่าขันธ์ บัญญัติว่าอายตนะ บัญญัติว่าธาตุ

สัจจะปัญญัตติ อินทริยะปัญญัตติ ปุคคะละปัญญัตติ

บัญญัติว่าสัจจะ บัญญัติว่าอินทรีย์ บัญญัติว่าบุคคล

กิตตาวะตา ปุคคะลานัง ปุคคะละปัญญัตติ

บัญญัติว่าเป็นบุคคล ด้วยข้อกำหนดอย่างไร?

สะมะยะวิมุตโต อะสะมะยะวิมุตโต

บุคคลผู้พ้นแล้วชั่วคราว บุคคลผู้พ้นตลอดกาล

กุปปะธัมโม

บุคคลผู้มีธรรมยังกำเริบ คือ ผู้ได้รูปสมาบัติหรืออรูปสมาบัติ ยังไม่คล่องแคล่ว มีโอกาสเสื่อมได้

อะกุปปะธัมโม

บุคคลผู้มีธรรมอันไม่กำเริบได้ คือ ผู้ได้รูปสมาบัติ หรือ อรูปสมาบัติคล่องแคล่ว ไม่เสื่อมจากสมาบัตินั้น

ปะริหานะธัมโม อะปะริหานะธัมโม

บุคคลผู้มีธรรรมยังเสื่อมได้ บุคคลผู้มีธรรมไม่เสื่อมได้

เจตะนาภัพโพ

บุคคลผู้ไม่ควรเสื่อม ทั้งนี้เพราะมีคุณคือ เจตนา

อะนุรักขะนาภัพโพ

บุคคลผู้ไม่ควรเสื่อม ทั้งนี้เพราะมีคุณคือ การอยู่รักษาเพื่อถึงความไม่เสื่อมด้วย คอยรักษาไว้

ปุถุชชะโน

บุคคลผู้เป็นปุถุชน มีกิเลสหนาแน่น

โคตระภู

บุคคลผู้ถึงญาณครอบโคตร (โคตรภูญาณ) คือผู้ประกอบด้วยธรรม ก่อนก้าวสู่อริยธรรม อยู่ในภาวะกึ่งกลางระหว่างปุถุชนและอริยชน

ภะยูปะระโต

บุคคลผู้งดเว้น เพราะความกลัว คือ พระเสกขบุคคล ๗ และปุถุชนผู้มีศีล

อะภะยูปะระโต

บุคคลผู้งดเว้น เพราะความไม่กลัว คือ พระอรหันต์

ภัพพาคะมะโน

บุคคลผู้ควรเพื่อมาแน่แท้ในกุศลธรรมทั้งหลาย

อะภัพพาคะมะโน

บุคคลผู้ไม่ควรเพื่อมาแน่แท้ในกุศลธรรมทั้งหลาย

นิยะโต อะนิยะโต

บุคคลผู้เที่ยงแน่แท้ บุคคลผู้ไม่เที่ยงแน่แท้

ปะฏิปันนะโก ผะเลฏฐิโต

บุคคลผู้ปฏิบัติแล้ว บุคคลผู้ตั้งอยู่แล้วในผล

อะระหา

บุคคลผู้เป็นพระอรหันต์

อะระหัตตายะ ปะฏิปันโน

บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์


กะถาวัตถุคาถา

ปุคคะโล อุปะลัพภะติ สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนาติ

สกะวาที ถามว่า สัตว์บุคคล ชายหญิง ย่อมมีได้ โดยอรรถแจ่มแจ้ง โดยปรมัตถ์ คืออรรถสูงสุด หรือ?

อามันตา

ประวาที ตอบว่า ย่อมมีได้

โย สัจฉิกัตโถ ปะระมัตโถ ตะ โต โส ปุคคะโล อุปะลัพภะติ สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนาติ

สกะวาที ถามว่า อรรถแจ่มแจ้งเป็นจริง อรรถอย่างยิ่งสูงสุดใด สัตว์บุคคล ชายหญิงนั้น ย่อมมีได้โดยอรรถแจ่มแจ้งเป็นจริงโดยอรรถ อย่างยิ่งสูงสุดนั้นหรือ?

นะ เหวัง

ประวาที ตอบว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้นเลย

วัตตัพเพ อาชานาหิ นิคคะหัง

สกะวาที กล่าวว่า ท่านจงยอมรับนิคคหะ คือ โทษควรข่มขี่

หิญจิ ปุคคะโล อุปะลัพภะติ สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนะ

ถ้าสัตว์บุคคล ชายหญิง ย่อมมีได้โดยอรรถแจ่มแจ้งเป็นจริง โดยอรรถอย่างยิ่งสูงสุดไซ้

เตนะ วะตะ เร วัตตัพเพ โย สัจฉิกัตโถ

ท่านผู้เจริญ เพราะเหตุนั้นแล เมื่อพึงกล่าวว่า

ปะระมัตโถ ตะโต โส

"อรรถแจ่มแจ้งเป็นจริง อรรถอย่างยิ่งสูงสุดใด

ปุคคะโล อุปะลัพภะติ สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนาติ

สัตว์บุคคล ชายหญิงนั้น ย่อมมีได้โดยอรรถ แจ่มแจ้งเป็นจริง โดยอรรถอย่างยิ่งสูงสุดนั้น"

มิจฉา

ย่อมเป็นคำกล่าวผิด


ยะมะกะคาถา

เย เกจิ กุสะลา ธัมมา

ธรรมทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นกุศล

สัพเพ เต กุสะละมูลา

ธรรมทั้งหลายนั้น เป็นมูล (คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ทั้งสิ้น)

เย วา ปะนะ กุสะละมูลา

ก็หรือว่า ธรรมทั้งหลายเหล่าใด เป็นกุศลมูล

สัพเพ เต ธัมมา กุสะลา

ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น เป็นกุศลธรรมทั้งสิ้น

เย เกจิ กุสะลา ธัมมา

ธรรมทั้งหลายเป็นกุศลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง

สัพเพ เต กุสะละมูเลนะ เอกะมูลา

ธรรมทั้งหลายเหล่านั้นทั้งสิ้น มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล

เย วา ปะนะ กุสะละมูเลนะ เอกะมูลา

ก็หรือว่า ธรรมทั้งหลายเหล่าใด มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล

สัพเพ เต ธัมมา กุสะลา

ธรรมเหล่านั้น เป็นกุศลธรรมทั้งสิ้น


มะหาปัฏฐานคาถา

เหตุปัจจะโย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นเหตุ

อารัมมะณะปัจจะโย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นอารมณ์

อะธิปะติปัจจะโย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นอธิบดี

อะนันตะระปัจจะโย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความติดต่อกันไม่มีระหว่างคั่น

สะมะนันตะระปัจจะโย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความติดต่อกันไม่มีระหว่างคั่นทีเดียว

สะหะชาตะปัจจะโย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเกิดพร้อมกัน

อัญญะมัญญะปัจจะโย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความแก่กันและกัน

นิสสะยะปัจจะโย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นที่อาศัย

อุปะนิสสะยะปัจจะโย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นที่อาศัยที่มีกำลังมาก

ปุเรชาตะปัจจะโย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเกิดก่อน

ปัจฉาชาตะปัจจะโย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเกิดทีหลัง

อาเสวะนะปัจจะโย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเสพบ่อยๆ

กัมมะปัจจะโย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความปรุงแต่งเพื่อให้กิจต่างๆ สำเร็จลง

วิปากะปัจจะโย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นวิบาก คือ เข้าถึงความสุก และหมดกำลังลง

อาหาระปัจจะโย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นผู้นำ

อินทริยะปัจจะโย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นผู้ปกครอง

ฌานะปัจจะโย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นผู้เพ่งอารมณ์

มัคคะปัจจะโย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นหนทาง

สัมปะยุตตะปัจจะโย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นผู้ประกอบ

วิปปะยุตตะปัจจะโย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นผู้ไม่ประกอบ

อัตถิปัจจะโย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นผู้ยังมีอยู่

นัตถิปัจจะโย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นผู้ไม่มี

วิคะตะปัจจะโย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นผู้ปราศจากไป

อะวิคะตะปัจจะโย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นผู้ยังไม่ปราศจากไป


อ้างอิง

1. ดร.วิศิษฐ์ ชัยสุวรรณ "การสวดพระอภิธรรมในงานศพ" พระอภิธรรมใครว่ายาก เล่ม๑ อมรินทร์พรินติ้นแอนด์พับลิชชิ่ง 978-616-572-758-7 หน้า 22-23

2. ขันติพโลและคณะศิษย์ "บทสวดพระอภิธรรม" สถาบันพลังจิตตานุภาพ มูลนิธิหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร วัดธรรมมงคล ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙

3. สวดมหาปัฏฐาน https://youtu.be/aeRex7m_weI

ดู 555 ครั้ง0 ความคิดเห็น

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด