วิทยาศาสตร์กับความรัก


ความรัก คืออะไร ทำไมเราจึงเกิดความรัก คำถามง่าย ๆ แต่คำตอบที่ได้มานั้นล้วนแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นคำถามจากคนที่สมหวังในความรัก คนที่ผิดหวัง คนที่เริ่มได้สัมผัสรักครั้งแรก คนเฒ่าคนแก่ผู้ผ่านการรักมาหลายต่อหลายครั้ง เมื่อไรก็ตามที่มีความรัก เรามักรู้สึกได้ว่าหัวใจนั้นจะทำงานไม่ปกติ มีอาการหัวใจเต้นรัว ๆ เมื่อพบเจอคนที่ดึงดูดความสนใจของเราไป ไม่เป็นตัวของตัวเอง เช่น เวลาเราจีบใครสักคน หรือกล้าทำอะไรบ้าๆ บอๆ อย่างที่ไม่คิดว่าจะกล้าทำมาก่อน เพียงเพื่ออยากชนะใจคนที่เราแอบชอบหรือแอบรัก หรืออาการเจ็บปวดหัวใจดั่งใจสลาย เมื่อความรักที่เราวาดฝันเอาไว้ ได้พังทลายลงไปต่อหน้าต่อตา รวมทั้งประโยคบอกรักต่างๆ ที่ชักจูงให้เรามีความเชื่อว่าความรักเกิดจากหัวใจ เช่น “ผมรักคุณหมดหัวใจผม” “ฉันรักเธอดั่งแก้วตาดวงใจ” “รักของฉันไม่มีเหตุผล เพราะใช้ใจล้วน ๆ” ที่ฟังดูเหมือนจะยิ่งตอกย้ำว่าความรักนั้นมักใช้ใจมากกว่าเหตุผลจากสมอง แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นสมองของเราต่างหาก ที่อยู่เบื้องหลังของการทำให้หัวใจและส่วนอื่นของร่างกายเปลี่ยนไปเมื่อมีความรัก


ผลการวิเคราะห์สมองด้วย MRI แสดงให้เห็นความแตกต่างของสมองระหว่างคนปกติและคู่รัก (รูปภาพจากบทความ Daily Mail)

หากใช้หลักแห่งเหตุและผลตามหลักการทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายว่าความรักเกิดจากอะไร พบว่าคำตอบที่ได้มานั้นจะฟังดูทั้งง่ายดายและซับซ้อนกว่าที่เราคิดไว้ได้ในเวลาเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าความรักนั้น เกี่ยวข้องกับสมองโดยตรง หรืออาจจะพูดได้ว่าความรักมาจากสมองก็ว่าได้ เพราะการใช้ความคิด เหตุผลเกี่ยวกับความรักนั้นเกี่ยวข้องกับสมองชั้นนอกที่มีชื่อว่า ซีรีบรัม (Cerebrum) ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุด คือ ประมาณ 80% ของสมองทั้งหมด โดยสมองส่วนนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นและศูนย์กลางของการเรียนรู้ของคนเรา ไม่ว่าจะเป็นความจำ การคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ การใช้เหตุผล หรือการตัดสินใจ ซึ่งไม่แปลกถ้าเราจะเรียนรู้ และใช้ความคิดกับความรักผ่านสมองส่วนนี้ และในส่วนของอารมณ์ หรือความรู้สึกต่างๆ ของมนุษย์นั้นมาจากสารเคมีหรือสารสื่อประสาทหรือสารเคมีในสมอง องค์ประกอบของความสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดความรักมี 3 ประการ ดังนี้


1. ความสนิทสนม (Intimacy)เป็นองค์ประกอบด้านอารมณ์ที่ทำให้คนรู้สึกผูกพันกัน เกิดความเข้าใจ เกิดความเอื้ออาทรกัน โดยความรู้สึกนี้จะค่อย ๆ เกิดขึ้นเมื่อมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันเป็นเวลานาน ซึ่งองค์ประกอบนี้เป็นส่วนหนึ่งในองค์ประกอบของทุกความสัมพันธ์


2. ความใคร่หลง (Passion) หรือความเสน่หาเป็นแรงขับภายใน เรียกว่า แรงดึงดูดทางเพศ


3. ความผูกพัน (Commitment) เป็นการตัดสินใจ หรือเป็นองค์ประกอบในด้านความคิดที่มีการผูกมัด หรือมีการทำสัญญาต่อกันว่าจะใช้ชีวิตร่วมกันในระยะยาว และผันแปรไปตามระยะเวลา โดยแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา


หากอาศัยการหลั่งสารเคมีที่แตกต่างกันของสมอง และความต้องการที่แตกต่างกันของมนุษย์เป็นเกณฑ์ในการแบ่งแยกประเภทของความรัก สามารถแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบหลัก ๆ ด้วยกัน ได้แก่


การหลั่งสารเคมีที่เกี่ยวกับความรัก ความสัมพันธ์ (รูปภาพจากhttps://www.bloggang.com/data/a/ailurophile/picture/1263628755.jpg)

1. ความใคร่ เป็นความสัมพันธ์ที่มีตามสัญชาตญาณ หรือมีแรงขับดันภายในที่ดึงดูดซึ่งกันและกัน ที่เป็นพื้นฐานในการดำรงอยู่ต่อไปของสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธ์รูปแบบนี้มีศูนย์กลางการควบคุมอยู่ในสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงกับระบบประสาทของมนุษย์ จะเข้ามามีบทบาทที่สำคัญมาก ๆ โดยในส่วนบริเวณพรีออปติก (Preoptic area) ของไฮโปทาลามัส ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของโกนาโดโทรฟิน รีลิสซิงฮอร์โมน (GnRH) ที่จะไปกระตุ้นการผลิตของฟอลลิเคิล สติมิวเลติงฮอร์โมน (FSH) และลูทิไนซิงฮอร์โมน (LH) เพื่อสร้างฮอรโมนเทสโตสเตอร์โรน และเอสโตรเจนในเพศชายและเพศหญิงตามลำดับ


2. ความหลงใหล หรือการตกหลุมรัก อาการตกหลุมรักมักทำให้คน ๆ หนึ่งตกอยู่ในภวังค์แห่งความรัก และอาจทำอะไรโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งการทำงานของสมองจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มสารเคมีที่ชื่อว่า “โมโนเอมีน” ได้แก่ 1) โดปามีน (Dopamine) เป็นสารแห่งความสุขและความพึงพอใจที่หลั่งออกมาเมื่อร่างกายได้รับสิ่งที่ปรารถนา มีผลทำให้ร่างกายเกิดการตื่นตัว เคลิบเคลิ้ม และมีความสุข 2) อีพิเนฟริน (Epinehrine) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “อะดรีนาลีน” จะกระตุ้นให้เราเกิดความรู้สึกตื่นเต้น เขินอายเวลาเจอคนที่ชอบ 3) เซโรโทนิน (Serotonin) หนึ่งในสารชีวเคมีที่สำคัญต่อกลไกการตกหลุมรัก ที่ส่งผลต่ออารมณ์และการแสดงออกของเรา ในขณะที่สมองหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน เราสามารถแสดงพฤติกรรมบางอย่างออกมาแบบไม่รู้ตัว เช่น การเผลอยิ้ม ในขณะที่เรารู้สึกรักใครสักคน เป็นต้น


3. ความผูกพัน เป็นความสัมพันธ์ในระยะยาว โดยถูกกระตุ้นจากฮอร์โมน 2 ชนิดคือ 1) ออกซิโตซิน (Oxytocin) เป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับระดับความลึกซึ้งในความสัมพันธ์ หากคู่รัก หรือคนในครอบครัวมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันบ่อยๆ จะทำให้สมองหลั่งสารชนิดนี้ออกมา เช่น กิจกรรมทางเพศ การคลอด และการให้นมแก่ทารก เป็นต้น กล่าวคือ คู่รักที่มีปฏิสัมพันธ์หรือทำกิจกรรมร่วมกันบ่อยๆ ฮอร์โมนชนิดนี้จะถูกหลั่งออกมาบ่อยครั้งกว่าคู่รักที่ไม่ค่อยได้ใช้เวลาร่วมกัน 2) วาโสเปรสซิน (Vasopressin)เป็นฮอร์โมนที่มีบทบาทต่อคู่รัก ทำให้เกิดความรู้สึกอยากใช้ชีวิตร่วมกัน


โดยสรุปแล้วหากมองในแง่วิทยาศาสตร์ ความรักจึงมีที่มาจากการทำงานของสมองทั้งในส่วนของเหตุผลที่เป็นสมองชั้นนอก และในส่วนของอารมณ์ความรู้สึกที่มาจากสารเคมีหรือสารสื่อประสาทในสมอง แต่หากเราต้องบอกรักด้วยภาษาวิทยาศาสตร์กับคนที่เราชอบ ประโยคบอกรัก เช่น “ฉันรักเธอสุดสมองของฉัน” หรือ “ฉันขอมอบสมองของฉันให้เธอแทนความรัก” คงฟังดูไม่ค่อยโรแมนติกสักเท่าไหร่ แม้ความรักจะมาจากการทำงานของสมอง แต่ถึงยามที่ต้องบอกความรู้สึกกับใคร เราก็ยอมให้ความรู้สึกได้ออกมาทำงาน นอกจากฮอร์โมนที่กล่าวมาแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้คนเราตกหลุมรักคือ “ยีน” จากการศึกษาในเชิงวิวัฒนาการพบว่า เพศเมียมักจะเลือกเพศผู้ที่ดูแข็งแรงและสง่างาม เนื่องจากเป็นเครื่องแสดงออกถึงความแข็งแรงของยีนที่จะถ่ายทอดต่อไปยังรุ่นลูก และทำให้ทารกมีอัตราการรอดสูงกว่า แม้ว่าวิทยาศาสตร์จะเป็นสิ่งที่ช่วยอธิบายกลไกพื้นฐานการเกิดความรักได้ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นเรื่องที่แปรผันไปตามบริบทของแต่ละคน และสังคม ที่ต้องต้องอาศัยทั้งเหตุผลและอารมณ์ในการอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่น….


ที่มา : 1) https://www.petcharavejhospital.com/th/Article/article_detail/Theory-of-love

2) https://ngthai.com/science/7690/scienceoflove/#:~:text=ความหลงไหล%20(การหลงรัก)&text=การทำงานของสมองเรื่อง,โคเคน%20และนิโคตินในบุหรี่

3) https://www.neurogenius.com/blog/r/9

4) https://themomentum.co/love-actually-science/


+++++++++++++++++++++++++

หากสนใจสินค้าและบริการจากไมนด์มณี

ขอเชิญลงทะเบียนรับอภินันทนาการใน MindMani Welcome Form https://forms.gle/MVr2UVMLJdPK1rb3A

สอบถามเพิ่มเติม Tel: 062-6051331 Line: @cremaingem

ดู 7 ครั้ง0 ความคิดเห็น

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด