• Nudthakarn Kosachan

สมองตาย (Brain death) กับการตายทางการแพทย์ และการส่งต่อชีวิต

สมองเป็นส่วนที่สำคัญมากที่คอยควบคุมให้ระบบต่างๆ ในร่างกายให้ทำงานได้อย่างอัตโนมัติ ทำให้เราคิดและทำตามที่เราคิดได้ แบ่งเป็น 2 ส่วนหยาบๆ คือ สมองใหญ่ (Cerebral cortex) ดูแลเกี่ยวกับ การคิด การสั่งการร่างกาย โดยมี ก้านสมอง (Brain stem) ทำหน้าที่ส่งผ่านการควบคุมนี้ ไปยังระบบต่างๆ ในร่างกายให้ทำงานได้อย่างอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการเต้นของหัวใจ การหายใจ การทำงานของระบบย่อยอาหาร การควบคุมอุณหภูมิร่างกาย และอื่นๆ


สมองและการทำงานที่สั่งการโดยสมอง

โดยทั่วไปหากสมองใหญ่ตาย (ไม่สามารถทำงานได้) แต่ก้านสมองยังทำงาน ร่างกายยังมีชีวิตอยู่ได้ อย่างที่เขาเรียกว่า เจ้าหญิงนิทรา หรือเจ้าชายนิทรา คือ หัวใจเต้น หายใจเอง แต่ไม่ตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ (ถ้าให้การดูแลไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ก็อยู่ได้ไปเรื่อย ๆ) แต่หากก้านสมองไม่ทำงาน ระบบต่างๆ จะไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง จะยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องใช้เครื่องมือ หรือยาช่วย หยุดเมื่อไร หัวใจจะหยุดส่งออกซิเจนไปสมองใหญ่ สมองใหญ่ก็จะขาดเลือด และตายในที่สุด เรียกว่า ภาวะสมองตาย (Brain death) เป็นบทนิยามที่ทางนิติศาสตร์และทางแพทยศาสตร์ใช้หมายถึง การตายของบุคคล ซึ่งได้ริเริ่มขึ้นในช่วง พ.ศ. 2503 โดยทั่วไปมักหมายเอาภาวะที่ไม่สามารถฟื้นฟูระบบการทำงานของสมองของบุคคลได้อีกแล้ว อันเป็นผลมาจากการตายหมดแล้วทุกส่วนของเซลล์ประสาทในสมอง (Total necrosis of cerebral neurons) ส่วนใหญ่จะเกิดจากการขาดเลือด หรือออกซิเจนไปเลี้ยง ซึ่งตามธรรมชาติของเซลล์ระบบประสาท ถ้าหากขาดออกซิเจนนานเกิน 4 นาที เซลล์จะตาย บวม และไม่ฟื้น แม้ว่าปัจจุบันจะมีการรักษาบางอย่างที่สามารถประคองอาการเหล่านี้ไว้ได้ เช่น การแช่เย็นให้เซลล์ต่างๆ ทำงานน้อยที่สุด เกิดของเสียน้อยที่สุด พยุงให้ภาวะวิกฤตผ่านไป แล้วค่อยให้เซลล์ฟื้นกลับมาทำงาน (เหมือนจำศีล) แต่ก็ใช้ได้เฉพาะบางกรณีพิเศษที่เอื้อต่อการทำดังกล่าวเท่านั้น ภาวะที่ทำให้สมองขาดเลือดและขาดออกซิเจน เกิดได้จาก 1) สาเหตุจากในสมองเอง เช่น ภาวะเลือดออกในสมอง เลือดจะดันเบียดให้พื้นที่ในสมองน้อยลง เลือดเข้าไปเลี้ยงสมองไม่ได้ และบวมลงมาเบียดก้านสมองซึ่งอยู่ตรงรอยต่อสู่ลำคอ เกิดการขาดเลือดและเกิดภาวะก้านสมองตาย 2) สาเหตุอื่นจากนอกสมอง มักเป็นปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและปอด เช่น หัวใจขาดเลือด หรือจมน้ำ หรือมีสิ่งอุดกั้นทางเดินหายใจ สำลักอาหาร ภาวะช็อก แล้วทำให้ไม่สามารถมีเลือดหรือออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้เป็นเวลานานเกิน 4 นาที

แม้ว่าในปัจจุบันแนวความคิดที่ถือเอา การที่สมองหยุดการสั่งการ หรือ สมองตาย (Brain death) ถือเป็น การตายของบุคคลในทางการแพทย์ จะได้รับการยอมรับในหลายประเทศรวมทั้งในประเทศไทยด้วย เนื่องจากการวินิจฉัยการตายโดยใช้เกณฑ์สมองตาย ได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติเป็นอย่างมากเพราะผู้ป่วยที่แกนสมองตายใหม่ๆ นั้นอวัยวะส่วนอื่นๆ อาจจะยังสามารถทำงานได้ดี ทำให้ผู้ป่วยที่สมองตายมีสภาพเหมาะสมที่จะเป็นผู้บริจาคอวัยวะให้กับผู้รอคอยการปลูกถ่าย และยังก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านการหยุดการรักษาพยาบาลอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันเกณฑ์ในการวินิจฉัยการตายของบุคคลในกรณีสมองตายของไทย จะเป็นไปตามประกาศของแพทยสภา ที่ 7/2554 ที่ได้กำหนดหลักเกณฑ์การวินิจฉัยและวิธีปฏิบัติไว้ ดังนี้


สภาวะและเงื่อนไขในการวินิจฉัยว่าสมองตายมีขั้นตอนดังนี้

1. ผู้ป่วยต้องไม่รู้สึกตัวและไม่หายใจโดยมีข้อวินิจฉัยถึงสาเหตุ ให้รู้แน่ชัดว่าสภาวะของผู้ป่วยนี้เกิดจากการที่สมองเสียหายโดยไม่มีหนทางเยียวยา

2. การไม่รู้สึกตัวและไม่หายใจนี้ไม่ได้เกิดจาก พิษยา เช่น ยาเสพติด ยานอนหลับ ยาคลายกล้ามเนื้อ สารพิษที่มีผลให้กล้ามเนื้อไม่ทำงาน ภาวะอุณหภูมิในร่างกายต่ำรุนแรง (น้อยกว่า 32 องศาเซลเซียส) ภาวะผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อและเมตาโบลิก ภาวะช็อก (ยกเว้นที่เกิดจากการสูญเสียหน้าที่ของระบบประสาทที่ควบคุมการเต้นของหัวใจและการหดตัวของหลอดเลือด)

3. เมื่อผู้ป่วยอยู่ในสภาวะครบตามเงื่อนไขในข้อ 2 แล้ว แพทย์จะทำการตรวจเพื่อยืนยันการวินิจฉัยสมองตาย ตามเกณฑ์ดังนี้

ก) ตรวจไม่พบการเคลื่อนไหวใดๆ ได้เอง ยกเว้นการเคลื่อนไหวที่เกิดจากรีเฟลกซ์ของ ไขสันหลัง (Spinal reflex)

ข) ตรวจไม่พบรีเฟลกซ์ของก้านสมองทั้งหมด ยกเว้นในส่วนที่มีข้อจำกัดไม่สามารถตรวจได้ (ตัวอย่างรีเฟลกซ์ของก้านสมอง เช่น รีเฟลกซ์ของรูม่านตาต่อแสง กระจกตา การกลืนและการไอ เวสติบูโลออกคูลาร์รีเฟลกซ์ (Vestibulo-occular reflex) และออกคูโลเซฟาลิกรีเฟลกซ์ (Oculocephalic reflex)

ค) รีเฟลกซ์ของรูม่านตาต่อแสง และรีเฟลกซ์กระจกตาต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ยกเว้น ทารกอายุน้อยกว่า 7 วัน ที่ไม่สามารถตรวจวินิจฉัยด้วยเกณฑ์ดังกล่าวได้ สำหรับทารกอายุระหว่าง 7 วันถึง 2 เดือน ต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นเวลาอย่างน้อย 48 ชั่วโมง และทารกอายุระหว่าง 2 เดือนถึง 1 ปี ต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นเวลา 24 ชั่วโมง

ง) ทดสอบการไม่หายใจ Apnea test) เป็นบวก (Positive) หมายความว่าไม่มีการเคลื่อนไหวของทรวงอกและหน้าท้อง เมื่อหยุดเครื่องช่วยหายใจเป็นเวลาอย่างน้อย 10 นาที บ่งบอกถึงก้านสมองสูญเสียหน้าที่โดยสิ้นเชิงและสมองตาย

4) กรณีไม่สามารถทดสอบการหายใจได้ ตามข้อ 3 (ง) สามารถวินิจฉัยสมองตายได้ โดยการตรวจด้วยวิธีที่ยืนยันว่าไม่มีเลือดไหลเวียนเข้าสู่สมองได้แก่ Cerebral angiography หรือ Isotope brain scan เป็นต้น

5) กรณีเด็กทารกอายุระหว่าง 7 วันถึง 2 เดือน ให้มีการตรวจยืนยันด้วยคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalogram) 2 ครั้ง ห่างกัน 48 ชั่วโมง หากอายุระหว่าง 2 เดือนถึง 1 ปี ให้มีการตรวจยืนยันด้วยคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalogram) 2 ครั้ง ห่างกัน 24 ชั่วโมง


วิธีการปฏิบัติในการวินิจฉัยสมองตาย

1) การวินิจฉัยสมองตายต้องกระทำโดยมีแพทย์ไม่น้อยกว่า 3 คน และไม่ประกอบด้วยแพทย์ผู้กระทำการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะรายนั้น หรือแพทย์ดูแลผู้ป่วยที่ต้องการอวัยวะไปปลูกถ่าย หากมีข้อสงสัยให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท

2) แพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยสมองตายที่อยู่ในข่ายเป็นผู้บริจาคอวัยวะได้ตามเกณฑ์ของ ศูนย์บริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย ควรดำเนินการตรวจวินิจฉัยสมองตาย โดยไม่ชักช้า และแจ้งให้ญาติผู้ป่วยทราบ เมื่อผู้ป่วยอยู่ในเกณฑ์ที่จะทดสอบการไม่หายใจ เพื่อเตรียมความพร้อมของญาติ และให้โอกาสในการบริจาคอวัยวะเมื่อวินิจฉัยสมองตายแล้ว

3) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหรือผู้ได้รับมอบหมาย จะต้องร่วมเป็นผู้รับรองการวินิจฉัยสมองตายและเป็นผู้ลงนามรับรองการตาย

4) แพทย์ควรให้การดูแลผู้ป่วยตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่อยู่ในเกณฑ์บริจาคอวัยวะได้ ของศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทยต่อไป ในระหว่างที่ทีมผู้ประสานงานการปลูกถ่ายอวัยวะดำเนินการให้มีการบริจาคอวัยวะ การให้การรักษาใดๆ ภายหลังการรับรองการตายโดยเกณฑ์สมองตาย คือการดูแลเพื่อรักษาอวัยวะให้สามารถนำไปปลูกถ่ายได้


อย่างไรก็ตามแม้ว่า เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะสมองตายนี้จะมีรายละเอียด และกระทำการอย่างระมัดระวังรอบคอบในทุกขั้นตอนกว่าจะมีการลงความเห็นว่า ผู้ป่วยอยู่ในภาวะสมองตาย ก่อนแจ้งผลนี้ต่อญาติเพื่อตัดสินใจว่าจะยอมรับหรือไม่ และเพื่อลดความลังเล สงสัยที่จะเกิดขึ้น แต่สุดท้ายแล้วการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ที่ตามมาหลังจากนี้ เช่น การยุติการรักษาเพื่อการจากไปอย่างสงบของผู้ป่วย รวมถึงการตัดสินใจว่าจะบริจาคอวัยวะหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของญาติสายตรงเป็นผู้พิจารณา ทางการแพทย์ไม่มีสิทธิ์บังคับใด ๆ ได้ทั้งสิ้น


การบริจาคอวัยวะ

การบริจาคอวัยวะ คือ การมอบอวัยวะเพื่อนำไปปลูกถ่ายให้ผู้ป่วยที่อวัยวะนั้นๆ เสื่อมสภาพ โดยผู้บริจาคต้องเสียชีวิตจากภาวะสมองตายเท่านั้น (ยกเว้น ไต 1 ข้าง ตับ ไขกระดูก ที่สามารถบริจาคได้ตอนที่ยังมีชีวิต) โดยคุณสมบัติผู้บริจาคอวัยวะ โดยทั่วไปมีรายละเอียด ดังนี้

1. อายุไม่เกิน 65 ปี

2. เสียชีวิตจากภาวะสมองตาย

3. ปราศจากโรคติดเชื้อ และโรคมะเร็ง

4. ไม่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน, หัวใจ, โรคไต, ความดันโลหิตสูง, โรคตับ และไม่ติดสุรา

5. อวัยวะที่จะบริจาคต้องทำงานได้ดี

6. ปราศจากเชื้อที่ถ่ายทอดทางการปลูกถ่ายอวัยวะ เช่น ไวรัสตับอักเสบชนิดบี, ไวรัสเอดส์ ฯลฯ

7. ควรแจ้งเรื่องการบริจาคอวัยวะให้บุคคลในครอบครัวหรือญาติรับทราบด้วย


อวัยวะที่สามารถปลูกถ่ายได้ ได้แก่ ไต 2 ข้าง ปอด 2 ข้าง หัวใจ ตับ ตับอ่อน นอกจากนี้ยังมีเนื้อเยื่อที่สามารถปลูกถ่ายได้ เช่น ลิ้นหัวใจ หลอดเลือด ผิวหนัง กระดูก เส้นเอ็น กระจกตา ภายหลังผ่าตัดเพื่อนำอวัยวะไปให้ผู้ป่วยที่ได้รับบริจาค แพทย์จะตกแต่งร่างกายของผู้บริจาคให้เรียบร้อย ก่อนมอบให้ญาตินำไปประกอบพิธีทางศาสนา โดยผู้ที่สนใจสามารถแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะได้ที่ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย เหล่ากาชาดจังหวัดทุกแห่งและโรงพยาบาลประจำจังหวัด ทั่วประเทศ (สนใจสมัครเป็นผู้บริจาคอวัยวะ ได้ที่นี่)


ที่มา:

1.เปิดความรู้เรื่อง สมองตาย อันเกิดจากการขาดออกซิเจน เคสเดียวกับ น้ำตาล เดอะสตาร์ โดย รศ. นพ.อดุลย์ จาก รพ.ศิริราช: https://health.kapook.com/view211206.html

2. การตายทางการแพทย์หรือสมองตาย (Brain death) กับข้อควรพิจารณาทางกฎหมาย: https://www.senate.go.th/assets/portals/93/fileups/272/files/S%E0%B9%88ub_Jun/10reform/reform31.pdf

3. ภาวะสมองตาย: https://th.wikipedia.org/wiki/ภาวะสมองตาย

4. การตายของเซลล์และการเสียชีวิต (เจตนา เรืองประทีป) : https://www.asianarchpath.com/view/114

5. ประกาศแพทยสภา ที่ 7/2554 เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการวินิจฉัยสมองตาย: https://www.tmc.or.th/download/7_54.pdf

6. ความรู้เกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะ: https://www.organdonate.in.th/knowledge

ดู 1 ครั้ง0 ความคิดเห็น

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด