Cremation remains อัฐิคืออะไร?

อัฐิ ความหมายตามพจนานุกรมราชบัณฑิต พ.ศ.2554 หมายถึง กระดูกคนที่เผาแล้ว

รูปที่ 1 อัฐิหลังการฌาปนกิจ (การเผา)

การเผาจะทำให้ส่วนที่เป็นสารประกอบอินทรีย์ในร่างกายมนุษย์ เช่น เส้นผม ผิวหนัง เนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ถูกเผาไหม้ไป คงเหลือแต่ส่วนที่เป็นสารอนินทรีย์ เช่น กระดูกและฟัน การพบฟันหลังการเผาเนื่องจากฟันมีส่วนประกอบหลักไม่ว่าจะเป็นแร่ธาตุหลักที่เป็นสารอนินทรีย์ คอลลาเจน เช่นเดียวกับกระดูก ทำให้หลังการฌาปนกิจ (การเผา) สามารถพบเห็นฟันหลงเหลือได้อยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นความหมายโดยรวมของ อัฐิ นอกจากจะหมายถึงกระดูก อาจจะรวมฟัน ที่เหลืออยู่หลังการเผาเข้าไปด้วย


ระบบโครงกระดูก (Skeleton system)


ร่างกายมนุษย์และสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังจะมีส่วนประกอบหลักคือ น้ำ เนื้อเยื่ออ่อนที่เป็นสารประกอบอินทรีย์ (Organic) เช่น ผิวหนัง เส้นเอ็น เส้นเลือด เส้นผม อวัยวะภายในและอื่นๆ และสารประกอบอนินทรีย์ (Inorganic) ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในระบบโครงร่างของร่างกายในส่วนของระบบโครงกระดูกเป็นส่วนใหญ่ (Skeleton system)


ระบบโครงกระดูก เป็นโครงสร้างของร่างกายที่ประกอบด้วยกระดูกจำนวน 206 ชิ้น (15 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักร่างกาย) แบ่งเป็น กระดูกแกนจำนวน 80 ชิ้น วางตัวในแนวแกนกลางของลำตัว เช่น กะโหลกศรีษะ กระดูกหู สันหลังโคนลิ้น ซี่โครงและอก และกระดูกระยางค์ 126 ชิ้น อยู่ในส่วนแขนและขาของร่างกาย เพื่อช่วยในการเคลื่อนไหว แบ่งเป็น 6 ส่วนใหญ่ๆ คือ กระดูกไหล่ แขน มือ เชิงกราน ขาและเท้า


รูปที่ 2 ระบบโครงกระดูกร่างกายคน (Human skeleton system)

ระบบโครงกระดูกร่างกายมนุษย์ (Human skeleton system) มีหน้าที่ดังต่อไปนี้

  1. รองรับอวัยวะต่างๆ (Support) รักษาโครงร่างของร่างกายให้คงรูป และช่วยรองรับอวัยวะต่างๆ ให้ทรงตัวและตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ควรอยู่

  2. ป้องกัน (Protection) กระดูกเป็นเนื้อเยื่อแข็งแรงที่ช่วยป้องกันอวัยวะที่สำคัญหลายอย่างในร่างกายไม่ให้ได้รับบาดเจ็บหรือแตกหัก เช่นกระดูกซี่โครงบริเวณกล้ามเนื้ออก ช่วยปกป้อง ปอดและหัวใจ หรือกระโหลกศรีษะ ที่ทำหน้าที่ป้องกันเนื้อและส่วนประกอบต่างๆ ภายในสมอง ตลอดจนช่วยป้องกันเส้นเลือด เส้นประสาทที่อยู่ตามแนวกระดูกนั้น

  3. การเคลื่อนไหว (Movement) กระดูกเป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น (Ligaments) เหมือนเป็นคานในร่างกายโดยแต่ละชิ้นมีขนาด รูปร่างที่แตกต่างกัน แต่สามารถเชื่อมต่อเข้าด้วยกันด้วยกระดูกที่เรียกว่า ข้อต่อ (Joints) และเส้นเอ็น เทำให้เราสามารถขยับส่วนต่างๆ ของร่างกายเพื่อทำท่าทางต่างๆ ได้ ตลอดจนช่วยในการเคลื่อนไหว เคลื่อนที่

  4. เป็นที่สะสมแร่ธาตุ (Mineral Storage) กระดูกเป็นที่สะสม จัดเก็บไขมันและแร่ธาตุที่สำคัญหลายชนิด โดยเฉพาะแร่ธาตุในกลุ่มของแคลเซียม ที่จะถูกเก็บสะสมไว้ในกระดูก และจะถูกดึงและส่งไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายที่มีความต้องการใช้ผ่านทางกระแสเลือด

  5. สร้างเซลล์เม็ดเลือด (Blood cell formation) ภายในกระดูกชั้นในสุดจะมีไขกระดูก (Bone marrow) ทำหน้าที่สร้างเมล็ดเลือดแดงและขาว

โครงสร้างกระดูก


รูปที่ 3 แสดงโครงสร้างและชนิดของเนื้อเยื่อกระดูกที่สำคัญ

ไขกระดูก (Bone marrow)

ไขกระดูกเป็นเนื้อเยื่อยืดหยุ่นที่พบได้ในกระดูกชั้นใน ทำหน้าที่ผลิตเม็ดเลือดแดงใหม่ และนำส่งไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยผ่านระบบไหลเวียนไขกระดูก (Bone marrow vasculature) และทำหน้าที่หลักในระบบน้ำเหลือง (Lymphatic system) ในการสร้างเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซท์ เพื่อช่วยระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ไขกระดูกแบ่งตามสีและองค์ประกอบได้ 2 ชนิดคือ ไขกระดูกแดงและเหลือง (Red and yellow bone marrows)

ไขกระดูกแดง (Red bone marrow) มีสีแดงเพราะประกอบไปด้วยเซลล์เม็ดเลือดแดงเป็นจำนวนมาก ภายในไขกระดูกแดงจะประกอบไปด้วยเนื้อเยื้อฮีมาโทโพอิทิก ซึ่งเป็นแหล่งสร้างเม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ เช่น เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ไขกระดูกแดงยังมีเนื้อเยื่อไขมันอีกด้วย พบมากบริเวณกระดูกแบนราบ (Flat Bone) เช่น กระดูกเชิงกรานกะโหลก ซี่โครง และกระดูกโปร่งส่วนปลายของกระดูกยาว เช่น กระดูกต้นขา ต้นแขน เป็นต้น

ไขกระดูกเหลือง (Yellow bone marrow) เป็นสีเหลืองเพราะประกอบไปด้วยไขมันเป็นส่วนใหญ่ มักพบที่บริเวณกึ่งกลางหรือโพรงกระดูก (Medullary cavity) ของกระดูกยาว เช่น กระดูกต้นขา หรือแขน ในกรณีที่มีการสูญเสียเลือดอย่างมาก ร่างกายสามารถเปลี่ยนไขกระดูกเหลืองเป็นไขกระดูกแดงเพื่อเพิ่มการผลิตเม็ดเลือดแดงได้


รูปที่ 4 แสดงบริเวณที่พบไขกระดูกและหน้าที่ที่สำคัญของไขกระดูก

เมื่อตอนเราเป็นเด็กจะพบไขกระดูกแดงมากกว่าไขกระดูกเหลือง เนื่องจากตอนเด็กๆ ร่างกายมีการสร้างเซลล์เม็ดเลือดและเกล็ดเลือดเพื่อช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตมาก แต่เมื่อเราโตขึ้นไขกระดูกแดงจะถูกพบเฉพาะในส่วนของกะโหลกศรีษะ กระดูกสันหลัง หน้าอก สะโพกและตอนปลายของกระดูกยาว เท่านั้น และพบว่าไขกระดูกทั้งสองจะมีสัดส่วนเท่ากันเมื่อร่างกายมีการเจริญเติบโตเต็มที่







กระดูกเนื้อโปร่ง (Cancellous bone)

รูปที่ 5 โครงสร้างกระดูกเนื้อโปร่ง

มีน้ำหนักประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของเนื้อเยื่อกระดูก พบมากบริเวณชั้นในของกระดูกถัดจากกระดูกเนื้อแน่น และปลายสุดของกระดูกและข้อต่อต่างๆ มีลักษณะเป็นรูพรุนจำนวนมากเชื่อมต่อกันเป็นร่างแหต่อเนื่องกันคล้ายฟองน้ำ จึงเรียกอีกอย่างว่า Sponge bone ภายในรูพรุนจะเป็นที่อยู่ของไขกระดูก เส้นประสาทและเส้นเลือด ที่ทำหน้าที่ลำเลียงเซลล์และสารอาหารต่างๆ



กระดูกเนื้อแน่น (Compact bone)

รูปที่ 6 โครงสร้างกระดูกเนื้อแน่น

มักพบชั้นนอกสุดของเนื้อเยื่อกระดูก มีน้ำหนักประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของเนื้อเยื่อกระดูกทั้งหมด เป็นกระดูกที่มีน้ำหนักและความหนาแน่นสูง เป็นส่วนที่แข็งแรงที่สุดในบรรดากระดูกทั้ง3 ชนิด ช่วยรองรับโครงสร้างของร่างกายและกล้ามเนื้อ เมื่อเราเดิน วิ่ง หรือการเคลื่อนไหวของร่างกาย อื่นๆ ในชีวิตประจำวัน




ส่วนประกอบของกระดูก


การสร้างเนื้อเยื่อกระดูก จะเริ่มต้นจากการสร้างเซลล์ออสทีโอบลาสต์ (Osteoblasts) ซึ่งทำหน้าที่สะสมแร่ธาตุจำพวกแคลเซียมและฟอสเฟต เพื่อช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อกระดูก โดยเนื้อเยื่อกระดูกจะมีลักษณะเป็นวัสดุเชิงประกอบ ที่มีส่วนประกอบหลักเป็นน้ำ สารประกอบอนินทรีย์ ในกลุ่มของ อะพาไทต์ และคอลลาเจนที่เป็นสารประกอบอินทรีย์ ตามตารางที่ 1

ตารางที่ 1 ส่วนประกอบของกระดูก








รูปที่ 7 ลักษณะและการจัดเรียงตัวของไฮดรอกซีอะพาไทต์ในกระดูก

แร่ธาตุที่เป็นส่วนประกอบของกระดูกจะอยู่ในรูปของผลึกขนาดเล็กในกลุ่มของอะพาไทต์ (สารประกอบหลักคือแคลเซียมและฟอสเฟต) กับสารอื่น เช่น คาร์บอเนต (Carbonate; CO32-) ฟลูออไรต์ (Fluoride; F-) และไฮดรอกไซด์ไอออน (Hydroxide ions; OH-) ที่เรียกว่า ไฮดรอกซีอะพาไทต์ (Hydroxyapatite; Ca10(PO4)6.(OH)2) ผลึกของอะพาไทต์ ที่อยู่ภายในกระดูกจะมีลักษณะเป็นแท่งคล้ายเข็ม (Needle likes)ยาวประมาณ 20-40 นาโนเมตร หนา 1.5-3 นาโนเมตร แทรกอยู่ระหว่างเส้นใยคอลลาเจน


อัฐิ ที่เหลืออยู่ภายหลังการฌาปนกิจ (Cremation remains)

การฌาปนกิจจะทำให้ส่วนที่เป็นสารประกอบอินทรีย์ในร่างกายมนุษย์ เช่น เส้นผม ผิวหนัง เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆ ถูกเผาไหม้ไป

เมื่ออุณหภูมิค่อยๆ สูงขึ้น น้ำ ที่เป็นองค์ประกอบหลักของร่างกายจะระเหยไปก่อน

จากนั้น เนื้อเยื่ออ่อนที่เป็นสารประกอบอินทรีย์ (organic) เช่น ผิวหนัง เส้นเอ็น เส้นเลือด เส้นผม อวัยวะภายในและอื่นๆ ส่วนใหญ่จะเผาไหม้กลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนน้อยที่ยังคงเหลือจะเห็นเป็นคาร์บอนสีดำปะปนอยู่

คงเหลือแต่ส่วนที่เป็นสารอนินทรีย์ เช่น กระดูกและฟัน เรียกว่า อัฐิ ซึ่งมีองค์ประกอบหลักคือ แคลเซียมฟอสเฟต และธาตุที่เหลืออยู่ ซึ่งทำให้ลักษณะปรากฏของอัฐิมณีแต่ละชิ้นสะท้อนอัตลักษณ์ของผู้วายชนม์

นอกจากนี้ ยังมีเถ้าจากสิ่งอื่นปรากฏอยู่ในขณะฌาปนกิจ เช่น โลง ดอกไม้จันทน์ เป็นต้น เถ้าเหล่านี้มักถูกเรียกว่า อังคาร ผู้ดูแลการฌาปนกิจจะแยกอัฐิออกมาให้เจ้าภาพได้เห็นในพิธีแปรธาตุ เพื่อทำพิธีบังสกุล เมื่อเสร็จพิธีอาจรวบรวมเพื่อไปลอยอังคารต่อไป


.............................................................

ที่มา

  1. Joon B.Park & Roderic S. Lakes, Biological materials, Biomaterials: An Introduction 2nd, Plenum Press, New York,1992.

  2. รังสิมา ชลคุป, วีระศักดิ์ สมิทธิพงศ์, กล้าณรงค์ ศรีรอต, วัสดุชีวภาพทางการแพทย์,วัสดุชีวภาพรักษ์โลก (Green Biomaterials), มณัสฟิล์ม, นนทบุรี 2552

  3. กระดูก https://th.m.wikipedia.org/wiki/กระดูก

  4. https://www.innerbody.com/image/skelfov.html#continued

  5. https://askabiologist.asu.edu/bone-anatomy

  6. ไขกระดูก (Bone marrow) http://www.digitalschool.club/digitalschool/science1_2_2/science9_2/more/bone_marrow_4.php

  7. https://www.blockdit.com/posts/5d6d50021a08260cc27334ec

  8. กระดูกเนื้อโปร่ง/กระดูกเนื้อแน่น http://legacy.owensboro.kctcs.edu/gcaplan/anat/notes/api%20notes%20h%20skeletal%20system.htm


ดู 14 ครั้ง0 ความคิดเห็น