Death: Belief and Ritual ความเชื่อและพิธีกรรม

อัปเดตเมื่อ 18 มี.ค.

ตายแล้วไปไหน?


ตั้งแต่โบราณมา ความตายเป็นปริศนาที่คนทั่วไปที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่อาจหยั่งรู้ได้ด้วยตนเอง

แต่อาจรู้สึกได้ถึง ความกลัวตาย และความทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพราก

จึงทำให้ไม่อยากตาย ครุ่นคิด หาทางทำให้มนุษย์ฟื้นขึ้นจากความตาย


ด้วยบริบทของแต่ละสังคม ในแต่ละยุคสมัย

ความเชื่อเกี่ยวกับความตาย และชีวิตหลังความตาย ได้ก่อให้เกิดพิธีกรรม หรือ ประเพณี ขึ้นอย่างมากมาย

จนกลายเป็นวัฒนธรรมของสังคม อารยธรรมแห่งยุคสมัย ที่มีความหลากหลาย


ในบรรดาความเชื่อ และพิธีกรรมเหล่านี้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า สิ่งไหนสอดคล้องกับความจริง?

เพราะเราต่างก็มีข้อจำกัดในการรับรู้ ดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ในเรื่อง ตาบอดคลำช้าง [1]


การพิจารณาว่า สิ่งไหนเป็นความจริง?

หรือเป็นเพียง ความอยาก ที่จะให้ความจริงเป็นอย่างเดียวกับ ความเห็น ของตน?

ในเบื้องต้น อาจเริ่มจาก

*การยอมรับข้อจำกัดของตน

*การรู้จักพิจารณาแยกแยะ ความไม่จริง ออกจากส่วนที่เหลือ

*การมีกัลยาณมิตร ที่ช่วยชี้แนะ กระตุ้นความสามารถในการรับรู้เรื่องจากมุมมองที่แตกต่างกัน


ทั้ง 3 ประการนี้มีความสำคัญ สำหรับการเรียนรู้ชีวิตและความตาย ที่อาจจะนำสู่สร้างเครือข่ายที่กว้างขวางสำหรับการแบ่งปันความคิด และถ้าเราโชคดีก็อาจจะจินตนาการเห็นความตายและชีวิตหลังความตาย ได้ใกล้เคียงความจริงในที่สุด


ความเชื่อ พิธีกรรม เกี่ยวกับความตาย


อียิปต์โบราณ

ชาวอียิปต์โบราณดูเหมือนจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการคิดถึงความตายและเตรียมการสำหรับชีวิตหลังความตาย [2]

แนวคิดสองข้อที่แพร่หลายในอียิปต์โบราณ มีอิทธิพลอย่างมากต่อแนวคิดเรื่องความตาย และพิธีกรรมที่เกี่ยวข้อง

ประการแรกคือ แนวความคิดในตำนานโอซิเรียน พระเจ้าผู้ซึ่งสามารถมอบของขวัญแห่งความเป็นอมตะแก่ผู้นับถือศรัทธา การแสวงหาชีวิตหลังความตายนี้ เริ่มเป็นครั้งแรกโดยฟาโรห์ และต่อมาโดยคนธรรมดานับล้าน

ประการที่สองคือแนวคิดของการตัดสินหลังความตาย ซึ่งคุณภาพชีวิตของผู้ตายจะส่งผลต่อชะตากรรมสุดท้ายของเขา

ความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย และความต้องการคุณภาพชีวิตหลังความตายที่ดี จึงทำให้เกิดพิธีกรรม การทำมัมมี่ ตลอดจนปิรามิด อนุสาวรีย์ฝังศพที่กว้างใหญ่ น่าเกรงขามมากมาย


จีน

คนจีนมีความเชื่อเกี่ยวกับความกตัญญูต่อบุพการี บรรพบุรุษ เมื่อคนที่คุณรักเสียชีวิตมีพิธีกรรมที่ต้องเตรียมการมากมาย

สิ่งแรกที่ครอบครัวชาวจีนสามารถทำได้คือ ติดต่อปรมาจารย์ฮวงจุ้ย 風水 (fēngshuǐ) เพื่อเลือกวันและเวลาสำหรับงานศพและการฝังศพของผู้เป็นที่รัก หากยังไม่ได้เลือกหลุมศพ พวกเขาจะขอให้ปรมาจารย์ฮวงจุ้ยช่วยเลือกสุสานโดยคำนึงถึงตำแหน่งและทิศทาง ซึ่งมักจะอยู่บนเนินเขาและไม่อยู่ใต้ต้นไม้

ครอบครัวที่โศกเศร้าอาจเผาเครื่องหอม 香 (xiang) ตลอดพิธีศพ พวกเขายังอาจเผากระดาษธูป 香紙 (xiāng zhǐ) หรือที่เรียกว่าเงินผีหรือวิญญาณ แม้ว่ามักจะเป็นบ้านกระดาษ รถยนต์ และวัตถุอื่นๆ ด้วย ประเพณีนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่าผู้เป็นที่รักจะมีสิ่งที่พวกเขาต้องการเพื่อความสบายในชีวิตหลังความตาย


ปัจจุบัน คนตายมักจะถูกเผามากกว่าฝัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่ในประเทศจีน ตามรายงานของกระทรวงกิจการพลเรือนของจีน (MCA) ของผู้เสียชีวิตจำนวน 9.77 ล้านคนในปี 2557 ได้มีการเผาศพ 4.46 ล้านคนหรือ 45.6% [3] และในปี 2563 การเผาศพได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 5.5 ล้านคน


ฮินดู

โดยทั่วไป ชาวฮินดูเชื่อว่า ชีวิตและความตายเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดเรื่องสังสารวัฏหรือการเกิดใหม่

เป้าหมายสูงสุดสำหรับชาวฮินดูจำนวนมากคือการเป็นอิสระจากความปรารถนา ด้วยเหตุนี้จึงหลีกหนีจากสังสารวัฏและบรรลุโมกษะ ซึ่งเป็นสภาวะแห่งความรอดที่เหนือธรรมชาติ เมื่อบรรลุโมกษะแล้ว วิญญาณจะซึมซับเข้าสู่พราหมณ์ พลังอันศักดิ์สิทธิ์และความเป็นจริงขั้นสูงสุด [4]

ตามประวัติศาสตร์ พิธีการเผาศพของชาวฮินดูเกิดขึ้นที่แม่น้ำคงคาในอินเดีย ครอบครัวสร้างกองไฟและวางศพไว้บนกองไฟ บุตรชายคนโต (คาร์ตา) จะเดินรอบกองสามรอบ เดินทวนเข็มนาฬิกาเพื่อให้ร่างกายอยู่ทางด้านซ้าย และโปรยน้ำศักดิ์สิทธิ์บนกองไฟ จากนั้นคาร์ตาจะจุดกองไฟและผู้ที่ร่วมพิธีจะอยู่จนกว่าร่างกายจะไหม้จนหมด


คริสต์

ศาสนาคริสต์เชื่อว่า มนุษย์ได้สูญเสียความเป็นอมตะด้วยการกระทำของพวกเขาเอง โดยการละเมิดเสรีภาพที่ได้รับ ในสวนเอเดน อาดัมและเอวาไม่เพียงทำบาปและตกจากสวรรค์เท่านั้น แต่พวกเขายังถ่ายทอดบาปไปยังลูกหลานของพวกเขาด้วย: บาปของบรรพบุรุษได้รับการส่งต่อให้ลูกหลาน และในขณะที่ “ค่าจ้างของความบาป คือความตาย” (โรม 6:23) ความตายและการไว้ทุกข์ในศาสนาคริสต์จึงมุ่งเน้นไปที่ ชีวิตหลังความตายและสวรรค์ [5]

นิกายต่าง ๆ ของศาสนาคริสต์มีพิธีกรรมที่แตกต่างกันออกไป ทุกวันนี้ การเผาศพเป็นที่ยอมรับได้ในหลายสาขาของศาสนาคริสต์ รวมทั้งแบ๊บติสต์ ลูเธอรัน และเมธอดิสต์ นิกายเหล่านี้ระบุว่าไม่มีสิ่งใดในพระคัมภีร์ที่จะประณามการเผาศพ ดังนั้นการตัดสินใจระหว่างการฝังศพและการเผาศพจึงปล่อยให้เป็นการเลือกส่วนบุคคล

ในนิกายโรมันคาทอลิก ประเพณีการเผาศพไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากชาวคาทอลิกเชื่อว่าร่างกายจะฟื้นคืนชีพในวันพิพากษา อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อนุญาตให้เผาศพในนิกายโรมันคาทอลิกได้ ตราบใดที่เถ้าถ่านถูกเก็บไว้รวมกันที่สถานที่ที่ระลึกโดยเฉพาะ


อิสลาม

คำว่าอิสลาม ภาษาอาหรับแปลว่า "การยอมจำนน" หมายถึงการยอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์

หลักฐานพื้นฐานของอัลกุรอานเกี่ยวกับความตายคือ อำนาจทุกอย่างของอัลลอฮ์: พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ กำหนดอายุขัยของพวกเขา และทำให้พวกเขาตาย [6]

ชาวมุสลิม เชื่อว่าร่างกายของมนุษย์เป็นการประดิษฐ์พิเศษของอัลลอฮ์ ถึงแม้ว่าจะไร้ชีวิต แต่ก็ยังมีความเคารพทุกประการ พิธีกรรมของชาวมุสลิมจึงเรียบง่าย แต่ให้เกียรติตามที่ศาสดามูฮัมหมัด สั่งให้ผู้ติดตามของเขาปกป้องซากศพและฝังศพผู้ตายอย่างรวดเร็ว "การให้เกียรติคนตายคือการฝังพวกเขา"

- ไม่มีการชันสูตรพลิกศพโดยไม่จำเป็น

- ไม่มีการแช่แข็งร่างกายโดยไม่จำเป็น

- การเผาศพเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเคร่งครัดในผู้นับถือศาสนาอิสลาม


พุทธ (ธิเบต)

การฝังศพบนท้องฟ้า (Sky burial) เป็นเรื่องปกติในทิเบตในหมู่ชาวพุทธที่เชื่อในคุณค่าของการส่งวิญญาณของคนที่รักขึ้นสวรรค์

การฝังศพบนท้องฟ้า [7] เป็นพิธีฝังศพโดยวางศพมนุษย์ไว้บนยอดเขาเพื่อย่อยสลายในขณะที่สัมผัสกับธาตุต่างๆ หรือให้สัตว์กินซาก โดยเฉพาะนกซากศพ

ในพิธีกรรมนี้ ร่างกายที่ถูกทิ้งไว้ข้างนอก มักจะถูกตัดเป็นชิ้นๆ เพื่อให้นกหรือสัตว์อื่นๆ กิน

โดยมีจุดประสงค์สองประการ คือ ในการกำจัดร่างกายที่เปรียบเหมือนภาชนะที่ว่างเปล่าในตอนนี้ และปล่อยให้วิญญาณจากไป ในขณะเดียวกันก็โอบรับวัฏจักรแห่งชีวิตและให้อาหารแก่สัตว์


พุทธ (ไทย)

การนำเอาพระอภิธรรมมาสวดในพิธีศพของพุทธศาสนิกชนชาวไทยที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เพื่ออุทิศให้ผู้วายชนม์นั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก ความกตัญญูต่อผู้วายชนม์ เพื่ออุทิศส่วนบุญกุศลแด่ดวงวิญญาณผู้ล่วงลับไปสู่สุคติในสัมปรายภพยิ่งขึ้นต่อไป ดังพระพุทธองค์ทรงแสดงพระอภิธรรมตอบแทนพระคุณ โปรดพุทธมารดาให้สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลมาแล้ว



แนวโน้มปัจจุบัน

ปัจจุบันวิทยาศาสตร์มีความก้าวหน้าทางวัตถุเป็นอย่างมาก คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่า มีชีวิตหลังความตาย ประกอบกับการแพทย์ที่มีความก้าวหน้า ถึงขั้นที่ว่า การแทรกแซงทางการแพทย์อาจช่วยให้เรามีชีวิตอยู่ได้แม้ในขณะที่อยู่ในสภาพสมองตาย


แทนที่จะมองว่าความตายเป็นเรื่องธรรมชาติ ปรัชญาการแพทย์แผนปัจจุบัน กลับมองว่าความตายเป็นเรื่องเลวร้าย หรือเป็น ความพ่ายแพ้ของความพยายามในการบำบัดรักษา ความเชื่อนี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่โดดเด่นในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษ อาจกล่าวได้ว่า พิธีกรรมในปัจจุบันมีความหลากหลายบนพื้นฐานของเทคโนโลยีทางวัตถุ แพทย์สมัยใหม่ได้หันเหความสนใจไปที่คนป่วยและการฟื้นฟูการเจ็บป่วย เช่น มีการคิดค้นยาต่อต้านวัยที่สะท้อนกลับมาที่การกลัวความแก่ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วคือความกลัวความตาย


แม้กระทั่งสื่อโซเชียล ก็ชื่นชอบเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของเราที่ยืนยาวและยาวนานขึ้น – ผ่านการออกกำลังกายและยารักษาโรค และนวัตกรรมใหม่ๆ


อย่างไรก็ดี มีแนวคิดทางเลือกที่แตกต่างไป เช่น ผู้ที่มีความเชื่อในการตายอย่างธรรมชาติ ที่นำสู่การบำบัดรักษาแบบประคับประคอง (Palliative care) [9] หรือ ผู้ที่เชื่อในการมีสิทธิในการเลือกตาย ที่นำสู่การทำการุณยฆาต (Euthanasia) [10] เป็นต้น


จะเห็นได้ว่า ความตาย ชีวิตหลังความตาย เป็นประเด็นที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของมนุษย์มายาวนาน

ด้วยบริบทของแต่ละสังคม ในแต่ละยุคสมัย ทำให้ ความเชื่อ ความเห็น ประเพณีเกี่ยวกับความตาย มีความหลายหลายเป็นอย่างยิ่ง การมีความเชื่อ ความเห็นที่แตกต่างกัน จน (บางกรณี) กลายเป็นการยึดมั่นกับความเห็นของตน ความเห็นของผู้อื่นผิด จนเกิดการกระทบกระทั่งกันนี้ มีมานานนับพันปี แม้ในสมัยพุทธกาล


Blind men & Elephant ตาบอดคลำช้าง [1]

สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่พระเชตวันวิหาร เมืองสาวัตถี ทรงเล่าเรื่อง ตาบอดคลำช้าง[1] ไว้ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้วในอดีตพระราชาพระองค์หนึ่งเรียกราชบุรุษคนหนึ่งให้หาช้างมาให้คนตาบอดแต่กำเนิดเก้าคนดู คนตาบอดทั้งเก้านั้น ต่างก็ใช้มือลูบคลำส่วนต่างๆ ของช้าง แล้วก็กำหนดว่า ช้างเป็นเช่นนี้ๆ

เมื่อถูกพระราชาตรัสถามว่า ช้างเหมือนอะไร?

(1) คนที่คลำศีรษะช้างกราบทูลว่า "เหมือนหม้อน้ำ"

(2) คนที่คลำหูก็กราบทูลว่า "เหมือนกระด้ง"

(3) คนคลำงาก็ว่า "เหมือนเสาอินทขีล (หลักเมือง)"

(4) คนที่คลำงวงก็ว่า "เหมือนงอนไถ"

(5) คนที่คลำร่างกายก็ว่า "เหมือนฉางข้าว"

(6) คนที่คลำเท้าก็ว่า "เหมือนเสาเรือน"

(7) คนคลำหลังก็ว่า "เหมือนครกตำข้าว"

(8) คนคลำหางก็ว่า "เหมือนสาก"

(9) คนที่คลำปลายหางก็ว่า "เหมือนไม้กวาด"

ภิกษุทั้งหลาย คนตาบอดเหล่านั้นต่างกำหมัดทุ่มเถียงกันว่า ‘อย่างนี้คือช้าง

อย่างนี้มิใช่ช้าง ช้างต้องไม่เป็นอย่างนี้ ช้างต้องเป็นอย่างนี้’


อุปสรรคในการเข้าถึงความจริง


กล่าวได้ว่า ปัญหาที่ทำให้คนตาบอดไม่สามารถเข้าถึงความจริงของ "ช้าง" มีอยู่ 3 ประการคือ


1. Lack of direct sensor การขาดการรับรู้โดยตรง

ถ้าสมมติเราเป็นคนตาบอดแต่กำเนิด เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ช้างคืออะไร? เป็นอย่างไร?

ถ้าเราไม่เคยสัมผัส หรือมีโอกาสใกล้ชิดช้างมาก่อน ทางเดียวที่ทำได้ก็คือ การเชื่อ

ถ้าโชคดี บุคคลที่เราเชื่อถือ เป็นผู้ที่พูดแต่ความจริง ช่วยอธิบายเปรียบเทียบ "ช้าง" กับสิ่งที่เราเคยรู้จักมาก่อน เราก็อาจจะพอนึกภาพ "ช้าง" ตามจินตนาการได้บ้าง แต่เราก็ไม่มีทางรู้จักช้างจริงๆ ได้เลย

หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง ถ้ามีคนพยายามอธิบาย สีแดง ให้กับคนตาบอดแต่กำเนิดฟัง ว่า สีแดงมีปรากฏอยู่มากมายในโลก เช่น

สีแดงของกุหลาบที่มีกลิ่นหอม

สีแดงของมะเขือเทศที่มีรสอร่อย

สีแดงของรถยนต์ที่นั่งสบาย ไปไหนมาไหนสะดวก

สีแดงของสัญญาณไฟจราจรดวงบนสุด

สีแดงของชุดราตรีที่สวยงาม เป็นต้น

คนตาบอดสามารถเข้าถึงความหอมของดอกกุหลาบ หรือ รสชาดของมะเขือเทศได้ แต่ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไร คนตาบอดนั้นก็ไม่สามารถเข้าถึงความเป็นสีแดงได้

เปรียบเหมือนกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่อาจเข้าใจความตาย และชีวิตหลังความตาย ได้อย่างแท้จริง


2. Indirect perception การรับรู้ทางอ้อม

แต่ถ้าวันหนึ่ง คนตาบอดได้มีโอกาสสัมผัสกับช้างส่วนใดส่วนหนึ่ง เหมือนในเรื่องตาบอดคลำช้างที่พระพุทธองค์ทรงเล่า แม้ความรู้นั้นจะเกิดจากการได้ลูบคลำจริง รับรู้โดยตรง แต่ก็เป็นการรับรู้ทางอ้อม เมื่อประกอบกับข้อจำกัดด้านขอบเขตที่สามารถเข้าถึงได้ ความจริงนั้นก็เป็นความจริงเพียงบางส่วน


ปัญหาจะเกิดเมื่อคนตาบอดที่ได้สัมผัสช้างเพียงบางส่วนนั้นเชื่อว่า ตนเองรู้จริง รู้จัก "ช้าง" จริงๆ

จนเกิดเป็นทิฏฐิ ความยึดมั่น ถือมั่น ว่า "ช้าง" ต้องเป็นอย่างนี้ๆ ไม่ใช่อย่างนั้นๆ

แล้วกลายเป็นอุปาทานว่า ความเชื่อ ความเห็นของตนถูก และอาจสามารถชี้นำให้คนตาบอดคนอื่นๆ เชื่อตามที่ตนได้สัมผัสมา จนเกิดเป็น อุปาทานหมู่ มีการจัดการสื่อสารในวงกว้าง กลายเป็นพิธีกรรม ประเพณี ต่อไป


3. Distorted data base ฐานข้อมูลที่บิดเบี้ยว

นอกจากความผิดเพี้ยนจาก ความสามารถของการรับรู้ (อายตนะที่ใช้รับรู้ และ ขอบเขตที่สามารถรับรู้ได้) ก็ยังมีความผิดเพี้ยนจากประสบการณ์ หรือ ข้อมูลที่มีอยู่เดิม

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคนตาบอดที่สัมผัสกับ "ช้าง" นั้น เป็นชาวตะวันตก สิ่งที่พวกเขาสัมผัสได้ จะเป็นดังนี้

(1) คนที่คลำหู "เหมือนพัด"

(2) คนคลำงาก็ว่า "เหมือนหอก"

(3) คนที่คลำงวงก็ว่า "เหมือนงู"

(4) คนที่คลำร่างกายก็ว่า "เหมือนกำแพง"

(5) คนที่คลำขาก็ว่า "เหมือนต้นไม้"

(6) คนคลำหางก็ว่า "เหมือนเชือก" เป็นต้น


3 วิธีเข้าถึงความจริง


1. เปิดใจยอมรับข้อจำกัดของตนเอง

ถ้าเราเห็นข้อจำกัดของมุมมองของตนเอง ก็จะช่วยลดการยึดติดอยู่ในทิฏฐิหรืออุปาทานที่บิดเบี้ยวเหล่านี้

ยอมรับว่าสิ่งที่คนตาบอดสามารถเข้าถึงได้ มีเฉพาะที่ผ่านอายตนะ (ที่เชื่อมต่อ) ส่วนที่ใช้ได้ที่เหลือเท่านั้น ( คือ หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)


การรับรู้หลัก จึงเป็นเพียงความจริงบางส่วน เช่น การรับรู้เสียงช้าง และผิวสัมผัสที่หยาบกร้านของช้าง

เมื่อประกอบกับจินตนาการของตน ภาพที่รับรู้ก็อาจจะไม่ตรงกับ ช้างที่คนตาดีมองเห็น


การรับรู้เกี่ยวกับความตาย และชีวิตหลังความตาย ก็เช่นเดียวกัน

ตราบใดที่เรายังไม่สามารถเข้าถึงความจริงนั้นได้ ถ้าเรายอมรับความจริงได้ว่า

"สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เรายังไม่รู้"

ยังไม่จำเป็นต้องยอมรับ หรือปฏิเสธสิ่งนั้น


เราก็จะเข้าถึง ความลับของการจัดการกับความทุกข์ หรือ ความไม่รู้ คือ

การรู้ว่า "สิ่งนี้คือ ทุกข์" หรือ "รู้ว่า ยังไม่รู้" นั้นเอง


2. แยกแยะสิ่งที่ไม่ใช่ ออกได้

แม้ว่าคนตาบอดจะมีข้อจำกัด ไม่สามารถมองเห็นได้ แต่ความสามารถในการได้ยิน ก็ไม่ได้ด้อยกว่าคนอื่น

ถ้าสิ่งมีชีวิตนั้น ส่งเสียงเห่า เสียงร้องเหมียวๆ หรือ เสียงขู่ฟ่อ คนตาบอดก็จะสามารถแยกแยะได้ทันทีว่า สัตว์นัั้น ไม่ใช่ ช้าง อย่างแน่นอน

ในทำนองเดียวกัน สมัยสองร้อยกว่าปีก่อน ความเชื่อว่าโลกแบน เป็นความเชื่อที่ได้รับการยอมรับ

แต่เมื่อโคลัมบัสสามารถเดินทางรอบโลกได้ และวิทยาศาสตร์มีความก้าวหน้า เจริญขึ้น

เราก็ไม่เชื่ออีกต่อไปว่าโลกแบน

เพราะเห็นความจริงแล้ว จากภาพถ่ายจากอวกาศ ว่าโลกกลม เป็นต้น


แม้ในปัจจุบันยังมีคนบางคนที่เชื่อว่าโลกแบน [11] แต่เมื่อพิจารณาแล้วก็จะเห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักฐานทั้งหลายที่วิทยาศาสตร์นำมาแสดง แต่เป็นความไม่เชื่อในวิทยาศาสตร์ที่ฝังลึก จนเป็นทิฏฐิ อุปาทาน ที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก [12]


3. แสวงหากัลยาณมิตร

กัลยาณมิตร เป็นมิตรที่หวังดีต่อกันด้วยความจริงใจ อาจเป็นบุคคล หรือสภาพแวดล้อมที่มีส่วนเกื้อกูลให้บุคคลนั้นๆ รู้จักการใช้ปัญญา ใช้ความคิด ใช้วิจารณญาณ อันเป็นเหตุให้มีวิถีชีวิตที่ดีงาม


ถ้ากัลยาณมิตร เป็นผู้ที่ "ตาดี" มีความรู้จริง รู้จักชี้แจงให้เข้าใจ พร้อมรับฟังคำปรึกษาซักถาม กล่าวชี้แจงเรื่องต่างๆ ที่ยุ่งยากลึกซึ้งให้เข้าใจได้ง่าย ท่านก็จะช่วยกระตุ้นให้เราสามารถรับรู้เรื่องจากมุมมองที่แตกต่างกัน ช่วยให้เราสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดมุมมองของตนได้


ถ้ากัลยาณมิตร เป็นผู้ที่ "ยังตาบอดอยู่" ก็จะเป็นผู้ที่เห็นข้อจำกัดของมุมมองของตนเอง มึความเคารพในความคิดเห็นของกันและกัน พยายามสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

เรียนรู้ความตาย เข้าใจชีวิต

จากความเชื่อ พิธีกรรม ตลอดจนประเพณี ที่กล่าวมาข้างต้น

อุปสรรคสำคัญที่ทำให้เราไม่สามารถเข้าถึงความจริงได้ คือ การยึดติดอยู่ในทิฏฐิ หรืออุปาทาน เหมือนดังสมณพราหมณ์ที่กล่าวโต้แย้งวิวาทกัน เหมือนคนตาบอดที่คลำช้างแต่ละส่วน


ถ้ากัลยาณมิตร ยอมรับข้อจำกัดของตน ให้เวลาทำความเข้าใจโลกและภาษาเฉพาะของกันและกัน

ใช้พื้นฐานความรู้ของแต่ละคนมาร่วมกันสะท้อนให้เห็นความจริง

ช่วยกันแยกความไม่จริงออก อย่างไม่มีอคติ

ความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับความตาย และชีวิตหลังความตาย ก็จะเป็นองค์รวมและครอบคลุมมากขึ้น


ถ้าเราสั่งสม การเปิดใจยอมรับ และให้เวลาเรียนรู้ จนมีความเข้าใจมากพอ

ภาพจริงเกี่ยวกับความตาย และชีวิตหลังความตาย อาจปรากฏให้เราเห็นก่อนเวลาอันควร เมื่อนั้นเราก็จะเป็นอิสระจากความเชื่อ (เพราะว่ารู้แล้ว) และถ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์แก่คนหมู่มาก คณะกัลยาณมิตรก็อาจจะช่วยกันสร้างสรรค์พิธีกรรมที่สอดคล้องกับความจริงได้


เอกสารอ้างอิง

[1] พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=25&siri=89

[2] Ancient Egypt https://www.britannica.com/science/death/Ancient-Egypt

[3] Chinese Funeral Rituals https://en.wikipedia.org/wiki/Chinese_funeral_rituals

[4] Hindu Antyesti https://en.wikipedia.org/wiki/Antyesti

[5] What is the purpose of a Christian funeral? April 12, 2017 http://roadmapofthecatholicfaith.blogspot.com/2017/04/278-christian-funeral.html

[6] The Islamic funeral: A natural return, December 6, 2018 https://indianapolisrecorder.com/5ed6f116-f961-11e8-b708-cb377867b1cf/

[7] Sky burial in Tibet and other funeral practices, https://www.wondersoftibet.com/about-tibet/tibetan-sky-burial/

[8] นิยะดา เหล่าสุนทร, ไตรภูมิพระร่วง การศึกษาที่มา. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์แม่คำผาง, 2543 หน้า 11

https://en.wikipedia.org/wiki/Euthanasia [9] ศูนย์ชีวาภิบาล https://chulalongkornhospital.go.th/kcmh/en/dept/cheewabhibaln-palliative-care-center/

[10] Yvette Brazier, What are euthanasia and assisted suicide? December 17, 2018 https://www.medicalnewstoday.com/articles/182951

[11] Rachel Brazil 'Fighting flat-Earth theory' July 14, 2020 https://physicsworld.com/a/fighting-flat-earth-theory/ (Courtesy: Claus Lunau/Science Photo Library)

[12] Paul Sutter 'How to debate a flat-Earther' February 04, 2022 https://www.space.com/how-to-debate-flat-earther.html










ดู 21 ครั้ง0 ความคิดเห็น

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด