Disappearing Smile รอยยิ้มที่หายไป

อัปเดตเมื่อ 11 ก.พ.

กุลจิรา สุจิโรจน์ ผู้เขียน

อาณัติชัย เหลืองอมรชัย ผู้ตรวจทาน


ในวันที่บุคคลอันเป็นที่รักจากไปอย่างไม่มีวันกลับ

มีสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องทำมีมากมาย

ทั้งการจัดเตรียมเอกสาร แจ้งญาติพี่น้อง แจ้งที่ทำงาน จัดงานพิธี ขั้นตอนต่างๆ ฯลฯ ที่เจ้าภาพและครอบครัวต้องช่วยกัน

เป็นการทำเพื่อผู้วายชนม์..ครั้งสุดท้าย


หลังจากพิธีสวดตอนค่ำ เมื่อกลับมาถึงบ้าน ที่เงียบงัน สลัวๆ

ความรู้สึกโหวงเหวง ว่างเปล่าในอก ก็กลับมาอีกครั้ง

รอยยิ้มของผู้วายชนม์ที่เคยเห็นอยู่รอบบ้าน

รอยยิ้มเหล่านั้นหายไปไหนกัน?..


รอยยิ้มศาสตร์


ปัจจุบัน มีศาสตร์ต่างๆ ที่ทำการศึกษารอยยิ้ม [1] แบบวิเคราะห์ เจาะลึก เพื่อทำความความเข้าใจว่า

รอยยิ้มคืออะไร? เกิดขึ้นได้อย่างไร? ประกอบขึ้นจากอะไร?

ตลอดจน ทำอย่างไร? จึงจะทำให้ยิ้มได้อย่างสวยงาม เป็นธรรมชาติที่สุด

การแพทย์ด้านกายวิภาคศาสตร์สรีรวิทยา อธิบายว่า

รอยยิ้มเกิดจากกล้ามเนื้อสองมัด [2]

รอยยิ้มเกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อ 2 มัดใหญ่ คือ

ไซโกเมติก เมเจอร์ ( Zygomatic major) ที่จะช่วยดึงมุมปากให้ยกขึ้นไปหาโหนกแก้ม และ

ออร์บิคิวลาริส ออคิวไล (Orbicularis Oculi ) ที่จะช่วยดึงเนื้อแก้มและเบ้าตาให้ยกขึ้น


ความเข้าใจกายวิภาคนี้ ยังช่วยให้ประติมากร ศิลปินนักปั้น [3] นำมาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อให้ได้ผลงาน ประติมากรรม ที่ดูเหมือนมีชีวิต เป็นยิ้มจากใจ




ทันตแพทย์ อธิบายว่า รอยยิ้มที่สวยงาม เกิดจากระดับการจัดวางซี่ฟันที่ได้สัดส่วน[4] ตามความสูงในอุดมคติ ของจุดสัมผัส ระหว่างฟันกรามกลาง ฟันซี่นี้จะต้องสูงครึ่งหนึ่งของครอบฟันเหล่านี้ (crown teeth) ซึ่งลดลงอย่างมากในแต่ละครั้งที่สัมผัสกัน ซึ่งสัมพันธ์กับฟันหน้าตรงกลางเสมอ ดังแสดงเป็นเส้นนำที่เชื่อมระหว่าง apices ของ papillae (สีแดง) และปลายล่างของจุดสัมผัส (สีเขียว)

ส่วนวิศวกรหุ่นยนต์[5] ก็ไม่น้อยหน้า แสดงให้เห็นว่า

รอยยิ้มเกิดได้ในหุ่นยนต์ที่ได้รับการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence, AI) ให้มีรูปร่าง หน้าตา ปรากฏตามที่ตั้งค่าพารามิเตอร์ต่างๆ ไว้ มีการเคลื่อนไหวที่ราบรื่น สมจริง และมีความสามารถในการแสดงสีหน้าขั้นสูง ทำให้ Ameca สามารถสื่อสาร สนทนา เชื่อมต่อกับใครก็ได้ในทันที


ในโลกตะวันตกมีการศึกษาในศาสตร์ต่างๆ อย่างลึกซึ้ง และเฉพาะเจาะจง ทั้งทางแพทย์ศาสตร์ ทันตแพทย์ศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์ ฯลฯ

แต่ก็อาจกล่าวได้ว่า ศาสตร์เหล่านี้ยังจำกัด อยู่เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับวัตถุ (objective) หรือ มีวัตถุวิสัย

มีจุดมุ่งหมายที่เป็นรูปธรรม รับรู้ได้ พิสูจน์ได้ด้วยสัมผัสทั้งห้า ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย เท่านั้น


สำหรับคำถามที่ว่า รอยยิ้มหายไปไหน? หรือ การแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง กาย จิต ที่เกี่ยวกับจิตวิสัย (subjective) เช่น ความตาย หรือ ภาวะใกล้ตาย กลับเป็นเรื่องต้องห้าม (taboo) ที่ไม่มีการพูดถึงมากนัก


คุณ Walter Schels นักถ่ายภาพชาวเยอรมัน ต้องการให้สังคมมีการเรียนรู้ เกี่ยวกับผู้คนที่ชีวิตกำลังจะถึงจุดจบมากขึ้น

ต้องการสำรวจประสบการณ์ ความหวัง และความกลัวของผู้ป่วยระยะสุดท้าย

จึงได้ขออนุญาตถ่ายรูปบุคคลใกล้ตาย 26 คน ท่านเหล่านั้นที่ตกลงที่จะถ่ายรูป ก่อนและหลัง ความตายไม่นานนัก และได้นำมาจัดนิทรรศการ "รูปสุดท้าย: การถ่ายภาพและความตาย" [6]


แม้ว่าการนำเสนอนิทรรศการนี้ จะเป็นการนำเสนอรูปภาพผ่านทางตา ที่สื่อถึงความมีชีวิตชีวา เปรียบเทียบกับการไม่มีชีวิตอย่างชัดเจน แต่การตีความหมายก็ไปติดอยู่ที่ความรู้สึกทางใจของบุคคลเหล่านั้น สัมผัสได้ถึง "ความกลัวตาย" ที่เข้ามาอยู่ในความกลัวระดับลึกที่สุด เกี่ยวกับความจำกัดของการดำรงอยู่และความตายของตนเอง


กล่าวได้ว่า ศาสตร์และศิลป์เหล่านี้ ไม่อาจสามารถอธิบายว่า รอยยิ้มหายไปไหน? เพราะมีข้อจำกัดในการหาคำอธิบายเกี่ยวกับ "จิต" ที่การพิสูจน์ผ่านสัมผัสทั้งห้า ไม่อาจอธิบายได้


รอยยิ้มเป็นหนึ่งในจิตตชรูป

ภาพถ่ายของคุณ Walter Schels แสดงให้เห็นลักษณะ ความแตกต่างของรูปที่ยังมีชีวิต (รูป+จิต) เทียบกับ รูปที่เพิ่งตาย (รูปอย่างเดียว) อย่างชัดเจน


รูปที่เพิ่งตาย

  • ไม่มีลมหายใจ เข้า-ออก

  • ไม่มีแววตา

  • ไม่มีรอยยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้

  • ไม่มีการเคลื่อนไหว อิริยาบถน้อย-ใหญ่

  • ไม่พูด


ส่วนรูปที่ยังมีชีวิต เป็นรูปที่มีจิตประกอบอยู่

ศาสนาพุทธ ท่านอธิบายว่า รอยยิ้มเป็นหนึ่งในจิตตชรูป [7] หรือ เป็นรูปที่เกิดจากจิต เกิดพร้อมกันกับจิต


ในตัวคนเราและสัตว์ทั้งหลายนั้น

มี กัมมชรูป ๑๘ เป็นที่ตั้ง เป็นฐาน

มี จิตตชรูป ๑๕ คือ รูปที่เกิดจากจิต เป็นพลังงานของจิต ให้ปรากฏเป็นรูปเคลื่อนไหว

รูปที่เกิดจากจิตโดยแน่นอน (เอกันตะ) นั้นมี ๒ รูป คือ วิญญัตติรูป ๒ ได้แก่

กายวิญญัตติ และวจีวิญญัตติ


รูปที่เคลื่อนไหวได้นั้น เกิดจากอำนาจของจิตเป็นประธาน และอาศัยอำนาจแห่งวาโยธาตุที่ ซ่านไปทั่วร่างกาย อันเป็นเหตุให้เคลื่อนไหวไปได้ [8] เรียกว่า จิตตชวาโยธาตุ [7] คือ รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานโดยมี วาโยเป็นปัจจัยให้รูปตั้งมั่น (วิตถัมภนวาโย) และ เคลื่อนไหวไปได้ (สมีรณวาโย) เช่น รูปอยู่ในท่านั่ง นอน ยืน ก้าวไป เหลียวซ้าย แลขวา การเหยียด การคู้ ฯลฯ ต่าง ๆ เหล่านี้เกิดจากจิต เป็นไปตามความต้องการของจิต จึงเรียกว่า “กายวิญญัตติ”

ถ้าเป็นการพูด การกล่าวทางวาจา ก็เรียกว่า “วจีวิญญัตติ”


การเคลื่อนไหวของรูปเกิดจากจิต จึงเรียกว่า “จิตตชรูป”

หมายความว่า การเคลื่อนไหว ทางร่างกายและการพูดจากันนั้น ย่อมมีอยู่ในสิ่งที่มีชีวิตเท่านั้น

เพราะการเคลื่อนไหวร่างกาย และการพูดนั้น เกิดจากจิตโดยสมุฏฐานเดียว


ร่างกายของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย มีอุตุชรูปปกคลุมอยู่ทั่วไป อุตุชรูปนี้เกิดได้เรื่อยๆ ตลอดไป

แม้ว่าสัตว์นั้นจะตายแล้วก็ตาม อุตุชรูปก็ยังคงเกิดได้อยู่ จนกระทั่งถึงโลกถูกทำลาย จึงจะดับสิ้นลง [7]

ศาสตร์ที่มีการศึกษาอุตุชรูปเมื่อสัตว์ตายลงนี้ เรียกว่า Thanatology คือ การศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความตาย และความสูญเสียที่เกิดขึ้น ตรวจสอบกลไกและลักษณะทางนิติเวชของการตาย เช่น การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่มากับความตายและระยะหลังชันสูตรพลิกศพ ตลอดจนแง่มุมทางจิตวิทยาและสังคมที่กว้างขึ้นที่เกี่ยวข้องกับความตาย โดยส่วนใหญ่เป็นการศึกษาแบบสหวิทยาการที่เปิดสอนในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยหลายแห่ง


เมื่อสัตว์ทั้งหลายตายลง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อร่างกายปราศจากจิต

รูปที่ยังคงอยู่ ก็เป็นเพียง รูปที่ปราศจากจิต มีอุตุชรูป ๑๓ เป็นสมุฏฐานเท่านั้น

ตรงกับที่พุทธศาสนิกชนคุ้นเคยกับบทบังสุกุลเป็น ที่ว่า

อะจิรัง วะตะยัง กาโย ร่างกายของเรานี้คงไม่นานหนอ

ปะฐวิง อะธิเสสสะติ จะต้องลงไปทับถมฃึ่งแผ่นดิน

ฉุฑโฑ อะเปตะวิญญาโน เมื่อวิญญาณได้ปราศจากตัวเรา ทิ้งไปเสียแล้ว

นิรัตถังวะ กะลิงคะลัง ฯ เปรียบเหมือนท่อนไม้ท่อนฟืน หาประโยชน์มิได้


ดังนั้น เมื่อถามว่า รอยยิ้มหายไปไหน? จึงตอบได้ว่า รอยยิ้มหายไป เมื่อวิญญาณปราศจากไป ทิ้งไปเสียแล้ว นั่นเอง


รอยยิ้มพิมพ์ใจ

สำหรับผู้เขียนเอง ไม่รู้ว่าทำไม? ในช่วงปีแรกๆ หลังจากที่คุณพ่อจากไป

ภาพคุณพ่อพร้อมกับรอยยิ้มพิมพ์ใจ จึงยังคงปรากฏอยู่ทุกที่

(ทั้งๆ ที่ ตามปกติท่านเป็นคนหน้านิ่ง ตามสไตล์นายทหาร)

เชื่อว่า ภาพรอยยิ้มนั้นก็ยังคงปรากฏอยู่ในใจของหลายๆ ท่านเช่นเดียวกัน


รอยยิ้มที่ยังอยู่ในใจนี้ ท่านเรียกว่า ปิยรูป สาตรูป [8] คือทั้งรูปทั้งนาม คือทั้งกายทั้งใจ หรือว่าขันธ์ ๕ ทั้งหมด อันเป็นที่รักเป็นที่สำราญ

เพราะฉะนั้นคำว่า รูป ในที่นี้ จึงมีความหมายเหมือนอย่างคำว่า สิ่ง คือสิ่งที่เป็นที่รัก สิ่งที่เป็นที่สำราญ คือเป็นที่ชอบใจพอใจ แม้ว่าจะเป็นนามธรรมก็เรียกว่า สิ่ง ได้เหมือนกัน


แม้ว่าภาพจากความทรงจำเหล่านั้น จะยังคงอยู่ในใจ แต่ก็มีความเด่นชัดน้อยลงตามธรรมชาติ

การมีสิ่งแทนท่านที่จับต้องได้ อาจช่วยเป็นสื่อในการถ่ายทอด เล่าให้ลูกหลานฟัง

นำคุณค่า ความรัก ความอบอุ่น ประวัติความภาคภูมิใจ

เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่เคยมีตัวตนอยู่จริง ให้ข้อคิดที่ควรรู้ ได้อย่างมีชีวิตชีวา

ช่วยเติมเต็มการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษ บุพการี ผู้เป็นมงคลชีวิตในครอบครัว


อีกทั้ง ยังช่วยกระตุ้นเตือนว่า

ในที่สุด.. แม้ตัวเราเอง..ก็จะต้องเหลือเพียง.. เป็นรอยยิ้มพิมพ์ใจ ไว้ให้ลูกหลาน เช่นเดียวกัน


เอกสารอ้างอิง [1] Courtney Smith "The Science of Smiling: The Anatomy and Function of a Smile" 9/17/12

[2] กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข “ยิ้ม”เกิดได้อย่างไร มีประโยชน์อย่างไร?? 5 พฤศจิกายน 2546 [3] Uldis Zarins “Anatomy of Facial Expressions” ISBN: 978-1-7350390-4-6 : 3rd Edition January 1, 2014

[4] Roberto Carlos Bodart Brandão, L. C. Brandão "Finishing procedures in orthodontics: dental dimensions and proportions (microesthetics)" Dental press journal of orthodontics 2013

[5] Engineered Arts " Ameca The Future Face of Robotics"

[6] Walter Schels " Life before Death" 08/12/18 to 09/03/19

[7] ปริจเฉทที่ ๖ รูปสังคหวิภาค

[8] พระไตรปิฎก เล่มที่ 13 ฉบับ มมร. ทีฆนิกาย มหาวรรคกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน อิริยาบถบรรพ

[9] สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร - (๑๘) ปิยรูปสาตรูป แดนเกิดดับตัณหา (pagoda.or.th)







ดู 36 ครั้ง0 ความคิดเห็น

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด