Pallative Care การดูแลระยะสุดท้าย

อัปเดตเมื่อ ม.ค. 29

เมื่อบุคคลอันเป็นที่รักป่วยหนัก ผู้ที่ดูแลอาจต้องรับภาระหนักทั้งทางกายและทางจิตใจ โชคดีที่ปัจจุบันหน่วยงานต่างๆ ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลระยะสุดท้าย ซึ่งแต่ละแห่งก็มีประสบการณ์อันยาวนาน สามารถให้คำแนะนำ และมีความตั้งใจสร้างหน่วยงานรองรับเพื่อให้สอดคล้องกัน ดังนั้น ครอบครัวจึงสามารถศึกษาข้อมูล ทางเลือกต่างๆ ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของตนได้


นายเเพทย์พรเลิศ  ฉัตรแก้ว หัวหน้าศูนย์ชีวาภิบาล กล่าวว่า สำหรับหลายครอบครัวคงจะนึกไม่ออกว่า การที่ผู้เป็นที่รักของตนจะต้องตายจากไปจะมีอะไรที่เลวร้ายไปกว่านี้อีก แต่จริง ๆ แล้วยังมีเรื่องที่เลวร้ายได้มากกว่านั้น คือการที่คนที่เป็นที่รักต้องตายจากไปในสภาพที่เลวร้าย ความตายที่เลวร้ายอย่างที่ว่า คือตายไปอย่างทุกข์ทรมาน ตายโดยที่ต้องมีสายระโยงระยางติดกับเครื่องมือต่างๆ  หมายถึง “การปฏิเสธความตาย” ในบางด้านกลับกลายเป็นภาพลวงตา และเราจะเริ่มมีปฏิกิริยาในแบบที่เข้าใจไม่ได้ว่าอะไรเป็นอะไร และนี่คือภาพโดยรวมของสิ่งที่เรากำลังทำกันอยู่

สิ่งที่สำคัญที่ทุกคนพึงตระหนักคือ ไม่มีมนุษย์คนใดที่จะยอมตายได้อย่างแท้จริง หากไม่ฝึกจิต เตรียมใจ มาดี แม้ว่าความจริงของชีวิตคนเราทุกคนนั้นจะต้องพบเจอกับการเกิด แก่ เจ็บ และตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายหรือผู้ป่วยที่ใกล้จะหมดลมหายใจ นอกจากการดูแลรักษาทางกายแล้วยังรวมถึงการดูแลรักษาทางจิตใจสังคม และจิตวิญญาณด้วย เพื่อให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบ รวมไปถึงการดูแลจิตใจญาติหลังจากผู้ป่วยจากไปแล้ว ซึ่งการพูดคุยสอบถามความต้องการของผู้ป่วยและญาติเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญ เพราะการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย ไม่มีแบบแผนตายตัว แต่ต้องปรับเปลี่ยนตามความคาดหวัง ความต้องการของแต่ละบุคคล ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์ ผู้ป่วย และญาติก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ เพราะหากผู้ป่วย และญาติมีความเชื่อมั่น และความรู้สึกที่ดีต่อแพทย์แล้ว การดูแลต่าง ๆ ก็จะเป็นไปได้อย่างราบรื่นขึ้น

แม้ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์รุดหน้าไปมาก มีอุปกรณ์และวิธีการรักษามากมายที่ช่วยยื้อชีวิตผู้ป่วยเพื่อต่อสู้กับความตาย ทำให้ผู้ป่วย ญาติ ตลอดจนแพทย์ผู้ดูแลรักษาจำนวนมาก รู้สึกว่าความตาย คือการพ่ายแพ้ และพยายามหลีกเลี่ยง หรือยื้อไว้ให้นานที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม มนุษย์ก็ไม่สามารถชนะธรรมชาติได้ในที่สุด ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งก็ต้องเข้าสู่ช่วงท้ายของชีวิต ที่ไม่มีการรักษาเพื่อจะให้หายจากโรค และผู้ป่วยก็จะจากไปในไม่ช้า

แม้ว่าการรักษาให้หายขาดจะทำไม่ได้แล้ว แต่สิ่งที่ญาติและแพทย์ยังทำได้คือ ให้ผู้ป่วยจากไปอย่างหมดกังวลและสงบที่เรียกว่า “ตายดี” หรือจากไปอย่างไม่สงบ เป็นกังวล และโดดเดี่ยว หรือที่เรียกว่า “หลงตาย” จึงเป็นเหตุผลให้การดูแลผู้ป่วยระยะท้าย เริ่มเข้ามามี บทบาทในวงการแพทย์มากขึ้น


รศ.ประคอง อิทรสมบัติ ภาควิชาพยาบาลศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ได้ให้ความเห็นว่า “…อาการในระยะท้าย ๆ ผู้ป่วยจะมีภาวะสับสน อาจจะจำอะไรไม่ได้ สิ่งที่พบเห็นอยู่เสมอคือ ลูกหรือญาติที่เป็นผู้ดูแลจะเกิดความหวาดกลัว เพราะผู้ป่วยอาจมีภาวะสับสนเฉียบพลัน หรือเพ้อ อาการเหล่านี้นอกจากเป็นภาวะทางจิตใจแล้ว อาจเกิดได้จากภาวะทางร่างกายด้วย เช่น เกิดจากเกลือแร่ในร่างกายไม่สมดุล ซึ่งส่งผลถึงสมอง

ในความเป็นจริงแล้วอาการเพ้อไม่ได้เกิดเฉพาะผู้ป่วยระยะท้าย ยังเกิดได้กับคนสูงอายุ ในยามเจ็บป่วย โดยจะแสดงอาการออกมาคล้ายๆกัน เช่น การเพ้อพูดถึงคนที่ตายไปแล้ว จึงอาจทำให้ญาติตกใจพานคิดไปถึงเรื่องลี้ลับต่าง ๆ ซึ่งเรื่องนี้เกินขึ้นได้เป็นปกติ โดยได้เขียนไว้เป็นทฤษฎีในระดับสากล

อาการอื่น ๆ อาจจะมีลักษณะของการที่นัยน์ตากลอกไปมารวดเร็วระหว่างหลับ หรือดิ้นรนกระสับกระส่าย แต่ไม่จำเป็นต้องไปผูกมัดเพราะผู้ป่วยระยะสุดท้ายจะเลือดออกได้ง่าย การผูกมัดอาจทำให้เกิดรอยช้ำหรือมีเลือดออกได้ หากผู้ป่วยดิ้น ผู้ดูแลเพียงแต่เฝ้าระวังอันตรายที่จะเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด

สิ่งที่ญาติและผู้ดูแลสามารถทำได้ในสถานการณ์เหล่านี้ อาจเป็นการพูดคุยสื่อสารกับผู้ป่วย เพราะเขาอาจเพียงหลงลืมไปชั่วขณะ การสื่อสารอาจทำได้ผ่านการสัมผัส ลูบตัวผู้ป่วยอย่างนุ่มนวลให้รู้ว่ามีคนคอยดูแลเพราะผู้ป่วยไม่ได้ลืมหมดทุกเรื่อง ในการพูดคุยไม่จำเป็นต้องพูดประโยคยาว ๆ อาจเพียงบอกว่า “แม่ นี่ลูกเฝ้าอยู่ข้าง ๆ นะ”

นอกจากนั้นสัมพันธภาพระหว่างผู้ให้การดูแล ทั้งแพทย์ พยาบาล และบุคคลากรผู้เกี่ยวข้องต่าง ๆ ในทีม Palliative รวมทั้งผู้ป่วยและญาติ จำเป็นต้องได้สื่อสารกัน เพื่อจะได้ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด ช่วยบรรเทาอาการไม่สุขสบายต่างๆ ทั้งทางกาย (ซึ่งอาจจะมีการใช้ยาร่วมด้วย) และจิตใจลดลงได้อย่างทันท่วงที…”


เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๑ มีการจัดเสวนา “Hospice กับการรับรองมาตรฐานสถานพยาบาล” โดยสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) ใน งานประชุมวิชาการประจำปีครั้งที่ ๑๙ (19th HA National Forum) ร่วมด้วย สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ณ ศูนย์การประชุมอิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี


ศ.แสวง บุญเฉลิมวิภาส ศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ และที่ปรึกษาศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า Hospice คือ ศูนย์ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้มีคุณภาพชีวิตและจากโลกนี้ไปอย่างสงบหรือตายดี คนไข้ไม่ทนทุกข์ทรมานจากเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่ได้ใช้เวลาช่วงสุดท้ายอยู่กับคนที่รัก ครอบครัว และทำในสิ่งที่ตนปรารถนา เป็นเรื่องใหม่ที่สังคมไทยกำลังเรียนรู้และรับรองสิทธิตามมาตรา ๑๒ ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๐

“ขณะนี้ Hospice เริ่มเปิดให้บริการที่ศูนย์ธรรมศาสตร์ธรรมรักษ์แล้ว ส่วนโรงพยาบาลอื่นๆ ที่ต้องการทำ Hospice ไม่ต้องมีความกังวลอุปสรรคด้านกฎหมาย เพราะทางศูนย์กฎหมายสุขภาพฯ ได้ร่วมกับคณะนิติศาสตร์ มธ. และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ มีทีมพร้อมให้คำปรึกษา ซึ่งขณะนี้มีศูนย์บริรักษ์ โรงพยาบาลศิริราช ที่เปิดดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองแล้ว และเราเข้าไปให้คำปรึกษาอยู่เช่นกัน”

ด้าน รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีผู้ป่วยมารับการรักษาแล้วเสียชีวิตที่โรงพยาบาล อาทิ โรคมะเร็งระยะสุดท้าย บางคนไม่ได้เสียชีวิตทันที แต่นอนโรงพยาบาลอีกเป็นเดือนหรือเป็นปี ต้องใช้บุคลากรและทรัพยากรจำนวนมาก แนวคิดเรื่องการจัดตั้งศูนย์ Hospice จึงเกิดขึ้นเพื่อการเชื่อมโยงระหว่างโรงพยาบาล ศูนย์ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย และบ้าน ซึ่งตรงนี้จะเป็นตัวอย่างของระบบการดูแลสุขภาพสำหรับผู้ป่วยในวาระท้ายให้กับประเทศไทยต่อไป