• CremainGem

When dead is really dead ชี้เป็น ชี้ตาย

อัปเดตเมื่อ 27 ม.ค.

กุลจิรา สุจิโรจน์ ผู้เขียน

อาณัติชัย เหลืองอมรชัย ผู้ตรวจทาน


การระบุว่า ความตาย เกิดขึ้นเมื่อใด? เป็นสิ่งท้าทายในทางการแพทย์มายาวนาน แต่ศาสนาพุทธได้แสดง มรณาสันนวิถี [1] ซึ่งระบุขณะตาย (จุติกาล) อย่างแม่นยำ มานานนับพันปีแล้ว

สัญญาณชีพ

เดิมทีคนเราเคยใช้สัญญาณชีพที่ตรวจสอบได้ง่าย ในการระบุว่า บุคคลยังมีชีวิต หรือ เสียชีวิตแล้ว เช่น

มีลมหายใจ = มีชีวิต

ไม่มีลมหายใจ = เสียชีวิต

มีชีพจร = มีชีวิต

ไม่มีชีพจร = เสียชีวิต

จนกระทั่งความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์มีมากขึ้น วิธีที่ใช้ในการตรวจสอบการตายทางการแพทย์ [2] ก่อนจะสรุปว่า "ตาย" มีความละเอียดและถูกต้องมากขึ้น โดยเบื้องต้นจะตรวจสอบจากการเปลี่ยนแปลงสัญญาณชีพ (Vital signs) ซึ่งประกอบด้วย

ลมหายใจ การเต้นของหัวใจ

ความดันโลหิต อุณหภูมิของร่างกาย


ปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางการแพทย์ถูกพัฒนาขึ้นไปอีก มีอุปกรณ์ เครื่องจักรที่ช่วยให้ ร่างกายยังสามารถหายใจ ชีพจรยังเต้น แม้ว่าสมองตายไปแล้ว [3] แต่ถ้าปิดสวิตซ์ไฟฟ้าเครื่องมือช่วยชีวิตเหล่านั้น ระบบทั้งสองก็จะหยุดทำงาน ซึ่งเป็นการหยุดทำงานพร้อมกันของระบบต่างๆ ในร่างกาย


ถ้าเรามีโอกาสเดินเข้าไปในห้องดูแลผู้ป่วยวิกฤต (ICU) เพื่อเยี่ยมบุคคลอันเป็นที่รัก เราจะเห็นผู้ป่วยนอนเรียงกันห่างๆ มีสายระโยงระยางที่ต่อกับอุปกรณ์พยุงชีพต่างๆ หนึ่งในนั้นคือ EKG หรือ ECG (ElectroCardioGram) ซึ่งใช้สำหรับวัดสัญญาณชีพที่สำคัญคือ กระแสไฟฟ้าในเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ [4]

มีการศึกษา [5] พบว่า หัวใจของมนุษย์มักจะหยุดและเริ่มเต้นใหม่หลายครั้ง ในระหว่างกระบวนการตายตามปกติ หัวใจของผู้ป่วยส่วนใหญ่มักกลับมาเต้นใหม่ได้ภายใน ๑ - ๒ วินาที และระยะเวลานานที่สุดที่หัวใจหยุดเต้นก่อนเริ่มต้นใหม่ด้วยตัวเองคือ ๔ นาที ๒๐ วินาที


ความไม่แน่นอนนี้ ทำให้ต้องมีการศึกษาโดยละเอียด เพื่อขยายผลการศึกษานำไปใช้ต่อ เป็นแนวทางสำหรับการบริจาคอวัยวะ เพราะถ้าตัดสินใจและปฏิบัติการช้าไป อวัยวะนั้นก็จะไม่สามารถนำไปใช้กับผู้รับได้ แต่ถ้าเร็วไป ก็อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร

แพทย์และทีมดูแลผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องสังเกตผู้ป่วยอย่างรอบคอบ และการติดตามดูแลทางสรีรวิทยาอย่างใกล้ชิด และยังต้องอาศัยความเข้าใจว่า กระบวนการตายสามารถปรากฏได้หลายรูปแบบ เช่นเดียวกับชีวิต

ปัจจุบัน แพทย์จะประกาศว่า บุคคลนี้เสียชีวิตแล้ว หลังจากเกิด EKG Flatline หรือ เส้นกราฟบนหน้าจอ EKG ปรากฏเป็นเส้นราบเรียบแล้ว ๕ นาที


ความตาย = รูปดับ นามดับ

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือ ความเข้าใจของวิทยาศาสตร์การแพทย์ปัจจุบัน มีความสอดคล้องอยู่ส่วนหนึ่ง ที่ตรงกับสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ [6] ว่า

มีรูปชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นรูปที่เกิดจากกรรม (กัมมชรูป) ทำหน้าที่รักษาสภาพธรรมสองส่วน คือ

ชีวิตินทรีย์เจตสิก หรือ "ชีวิตนาม" และ

ชีวิตินทริยรูป หรือ "ชีวิตรูป”

กัมมชรูปนี้ คอยตามรักษาธรรม ซึ่งเป็นที่ตั้ง ที่อาศัยของภวังคจิต ให้เกิดขึ้นสืบต่อไปไม่ขาดสาย [5]


ชีวิตรูป ปรากฏอยู่ที่ หทยรูป [6] ใน ๒ รูปแบบ คือ

๑) มังสหทยรูป ได้แก่ หัวใจ มีลักษณะคล้ายดอกบัวตูม

๒) วัตถุหทยรูป ได้แก่ กัมมชรูปชนิดหนึ่งที่เกิดอยู่ภายในมังสหทยรูป ตั้งอยู่ในช่องที่มีลักษณะเหมือนบ่อ โตประมาณเท่าเมล็ดดอกบุนนาค ภายในหัวใจ ภายในช่องนี้มีโลหิตหล่อเลี้ยงอยู่ประมาณ ๑ ซองมือ เป็นที่อาศัยเกิดของมโนธาตุ และมโนวิญญาณธาตุ


ดังนั้น การติดตามสัญญาณ EKG ที่มาจากหัวใจ เป็นการติดตามเฉพาะมังสหทยรูป จึงช่วยระบุ การตาย-ไม่ตาย ได้เพียงส่วนหนึ่ง แต่ไม่สามารถระบุขณะสุดท้าย ที่จุติจิตดับลงพร้อมกันกับกัมมชรูป [7]


เข้าใจ รูป-นาม

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ หลักในทางพระพุทธศาสนา ว่า ชีวิตมนุษย์ประกอบด้วย รูป และ นาม

สภาวะก่อนตาย มีอยู่สองส่วน คือ สภาวะที่ปรากฏที่กาย และ สภาวะที่รู้ได้ด้วยใจ

กายและใจ หรือ หรือ รูปและนาม เป็นองค์ประกอบสำคัญของชีวิตมนุษย์

แต่ด้วยความที่ รูป เป็นส่วนหยาบ รับรู้ได้ผ่าน ตา หู จมูก ลิ้น กาย

ใจ เป็นส่วนละเอียด เป็นผู้รู้

พระพุทธองค์จึงทรงแสดง มรณาสันนกาล โดยละเอียด ถึงขณะจิตที่การตายอย่างแท้จริงเกิดขึ้น ทั้งทางร่างกาย และจิตใจ


ในร่างกายของคนและสัตว์ทั้งหลายนั้น เมื่อแบ่งเป็นรูปตามนัยของปรมัตถ์ แล้วก็มี ๒๘ รูป

ในจำนวนของรูป ๒๘ รูปนั้น ก็มีสมุฏฐานนำให้เกิด กรรมบ้าง จิตบ้าง อุตุบ้าง และอาหารบ้าง


ส่วนของรูปที่เกิดจากกรรม เรียกว่า กัมมชรูป [7]

ส่วนของรูปที่เกิดจากจิต ก็เรียกว่า จิตตชรูป

ส่วนของรูปที่เกิดจากอุตุ ก็เรียกว่า อุตุชรูป

ส่วนของรูปที่เกิดจากอาหาร ก็เรียกว่า อาหารชรูป

นั่นหมายความว่า ร่างกายของคนและสัตว์ทั้งหลาย มีรูปที่เกิดจากสมุฏฐาน ทั้ง ๔ และรูปที่เกิดจากสมุฏฐานทั้ง ๔ นี้ ก็ไม่ได้เกิดมาโดยลำพังเพียงรูปใดรูปหนึ่ง การเกิดขึ้นของรูปดังกล่าว เกิดเป็นกลุ่ม ๆ เป็นหมวด ๆ เป็นมัด ๆ ซึ่งเรียกว่า รูปกลาป และรูปกลาปนี่เองที่จัดว่าเป็นรูปที่ละเอียดที่สุด เล็กที่สุด


การแพทย์แผนปัจจุบัน มีความเชี่ยวชาญในการตรวจรักษาโรคที่เกิดจาก อุตุ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) จิต และ อาหาร แต่มีข้อจำกัดในการตรวจรักษาโรคที่เกิดจากกรรม ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเกิดและการตาย


อายุของรูป-นาม

อายุของนาม หรือ จิต หรือภาษาอภิธรรมเรียกว่า จิตตักขณะ คือ ชั่วระยะเล็กน้อยที่สุด จะหาอะไรมาเปรียบเทียบมิได้ เป็นหน่วยชั่วคราวของระยะเวลาสั้น ๆ ที่ตามที่พระฎีกาจารย์ กล่าวเปรียบเทียบว่า แม้ในช่วงเวลาที่เกิดฟ้าแลป หรือกะพริบตา ก็ได้เกิดขณะจิตขึ้นแล้ว นับแสนโกฎิขณะ (พันล้านครั้ง)


ภายในห้วงเวลาแต่ละขณะนี้เอง จิตเกิดขึ้น-ทำหน้าที่ชั่วขณะ-สลายไป และเป็นปัจจัยให้แก่จิตที่เกิดติดต่อกันในทันทีนั้นเอง ลำดับของขณะจิตที่เกิดต่อเนื่องกันนี้ จึงเกิดเป็นกระแสของสติสัมปชัญญะที่ไหลติดต่อกันไม่ขาดตอนเหมือนน้ำในลำธาร


รูป มีการเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป เช่นเดียวกันกับจิตนั่นเอง แต่อายุของรูป มีความยาวนานกว่าจิต ๑๗ เท่า หรือ มีอายุเท่ากับระยะเวลาของขณะจิตที่เกิดขึ้นแล้วดับไป ๑๗ ดวง


มรณาสันนวิถี

กระบวนการที่เกิดขณะใกล้ตาย เรียกว่า มรณาสันนวิถี ซึ่งหมายถึง วิถีจิตที่เกิดขึ้นในเวลาใกล้จะตาย [1] แบ่งออกตามระยะเวลาได้เป็น ๒ ประเภท คือ


๑. มรณาสันนวิถีธรรมดา คือ มรณาสันนวิถีที่เกิดขึ้นแก่ผู้ที่จะตายภายในเวลา ๑-๒ นาที หรือ ๑-๒ ชั่วโมง เป็นต้น ในเวลานี้หทัยวัตถุอันเป็นที่อาศัยเกิดของจิตเจตสิกทั้งหลายมีกำลังน้อย กระแสจิตมีกำลังอ่อนลง

เมื่อเวลาใกล้ตาย นิมิตหรืออารมณ์ก่อนตายอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมปรากฏในทวารใดทวารหนึ่ง ในทวารทั้ง ๖ อยู่เสมอ นิมิตหรืออารมณ์นี้ มี ๓ ประการ คือ

ก. กรรมอารมณ์ เป็นอารมณ์ที่เกิดกับผู้ใกล้ตาย ชนิดไม่มีภาพปรากฎ แต่ปรากฎอารมณ์ทางใจเท่านั้น ทำให้ในวาระสุดท้ายนี้ ระลึกได้ถึงบุญหรือบาป คือ กุศล หรือ อกุศล กรรมเจตนาที่ได้กระทำไว้

ข. กรรมนิมิตอารมณ์ เป็นนิมิตที่เกิดกับผู้ใกล้ตาย ปรากฏได้ทั้งทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เห็นภาพอุปกรณ์ เครื่องใช้ เครื่องมือ ต่างๆ มาปรากฏให้เห็น เช่น

ทางบุญ ก็จะเห็นภาพของใช้ในการทำบุญ เช่น ขันข้าว หนังสือธรรมะ เครื่องกฐิน เป็นต้น เมื่อตายลงย่อมไปสู่สุคติด้วยอำนาจของบุญนั้น

ส่วนทางบาป จะได้เห็นภาพของอาวุธ หรือเครื่องมือในการทำบาป เช่น มีด แห อวน หรืออาวุธต่าง ๆ ที่เป็นเครื่องมือในการฆ่า เมื่อตายก็จะไปสู่ทุคติภูมิ

ค. คตินิมิตอารมณ์ เป็นนิมิตที่เกิดกับผู้ใกล้ตาย ปรากฏได้ทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คือ อารมณ์ ๖ ที่จะได้พบได้เสวยในภพหน้า

เช่น เห็นภาพซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้ทำบุญ หรือทำบาปไว้จะต้องไปเกิด เช่น เห็นไฟนรก เห็นหมู่เปรตที่หิวโหย เห็นหมู่สัตว์เดรัจฉาน เมื่อตายลงก็ย่อมไปเกิดในภูมินั้นๆ ด้วยอำนาจของบาปที่ทำไว้

ถ้าเห็นเป็นวิมานเทวดา เห็นหมู่เทวดา หรือเห็นครรภ์ของมารดา เมื่อผู้นั้นตาย ก็จะไปเกิดเป็นเทวดา หรือมนุษย์ตามภูมิที่ได้เห็นนั้น


นิมิตทั้ง ๓ อย่างนี้ ผู้ใกล้ตายคนหนึ่ง ๆ จะมีนิมิตปรากฏเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่สำหรับพระอรหันต์จะไม่มีนิมิตก่อนตาย เพราะ พระอรหันต์เมื่อเข้าสู่นิพพานแล้วจะไม่มีการเกิดอีก


๒. ปัจจาสันนมรณวิถี คือ มรณาสันนวิถีที่เกิดขึ้นแก่ผู้ที่จะตายในระยะใกล้ที่สุด หมายความว่า

เมื่อปัจจาสันนมรณวิถีเกิดขึ้นในระยะใกล้ที่สุดดับลง (ในเวลาไม่ถึง ๑๐-๒๐ วินาที) ต่อจากนั้น

กัมมชรูปก็เกิดเป็นครั้งสุดท้าย แล้วมาดับลงพร้อมกันกับจุติจิต


เมื่อพิจารณา ความเกิดขึ้นพร้อมทั้งความดับไปของรูปธรรมตามลําดับ หรือ ความเป็นไปของรูปธรรมนี้ ตามเวลา แบ่งได้ ๓ กาล คือ

ก. ปฏิสนธิกาล หมายถึง การสืบต่อภพสืบต่อชาติ เวลาที่เกิดต่อภพต่อ ชาติใหม่อีก

ข. ปวัตติกาล หมายถึง การทรงอยู่ เวลาที่ตั้งอยู่ในภพนั้น ชาตินั้น

ค. จุติกาล หมายถึง การเคลื่อนย้ายไปจากภพนั้นชาตินั้น คือ การที่ดับ ไป เวลาที่ตายไปจากภพนั้น ชาตินั้น



ในเวลาที่สัตว์นั้นใกล้จะตาย กัมมชรูปเกิดเป็นครั้งสุดท้ายที่อุปปาทักขณะของจิตดวงที่ ๑๗ ที่นับถอยหลังจากจุติจิตขึ้นไป แล้วก็ไม่เกิดอีกต่อไป เมื่อเวลาผ่านไปเทียบเท่ากับ ๑๗ ขณะของจิตครบแล้ว กัมมชรูปนั้นย่อมดับลง ฉะนั้น กัมมชรูป จึงดับลงพร้อมๆ กันกับ จุติจิต


วิถีจิตครั้งสุดท้ายนี้ [8] เนื่องด้วยเหตุที่หทยวัตถุอ่อนแรง ชวนะจิต ที่ปกติเกิด ๗ ขณะ ก็เกิดได้เพียง ๕ ขณะเท่านั้น จากนั้นในขณะจิตสุดท้าย ภวังคจิตตุปบาทจะเปลี่ยนหน้าที่มาเป็น จุติจิต พร้อมกับที่กัมมชรูปดับลง เมื่อธรรมทั้งสองส่วนนี้ ดับลง (จุติ) ชีวิตในภพนั้นก็ดับลง มรณะย่อมเกิดขึ้น เป็นอันว่า ความเป็นอยู่แห่งปัจจุบันภพนั้น ได้สิ้นสุดลง


จากไปด้วยดี


ไม่ว่าเราจะเชื่อการระบุความเป็น-ความตาย โดยวิธีทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือ โดยการอธิบายในทางพุทธศาสตร์ ก็ตาม ชีวิตเราแต่ละคนก็เกิด-ตาย เพียงครั้งเดียวในภพหนึ่งๆ ไม่มีโอกาสในการแก้ตัวใดๆ

บุคคลที่โชคดี ได้มีโอกาสในการดูแลบุคคลอันเป็นที่รักในระยะสุดท้าย จนท่านจากไปในที่สุด จะได้รับประสบการณ์ตรง ได้ใกล้ชิดกับความตายอย่างแท้จริง และได้เรียนรู้ว่า ทรัพย์สิน เงินทอง ลูกหลาน ครอบครัว แม้กระทั่งร่างกายนี้ จะต้องถูกทิ้งไว้ในโลก สิ่งที่คนเราจะเอาติดตัวไปหลังความตาย มีเพียง คุณความดี กุศล บารมีที่ได้สั่งสมไว้ เท่านั้นเอง


อ้างอิง

1. พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ "มรณาสันนวิถี" ปริจเฉทที่ ๔ วิถีสังคหะ มูลนิธิสัทธัมมโชติกะ พิมพ์ครั้งที่๙ พ.ศ.๒๕๕๗ น.๑๒๑

2. การตายทางการแพทย์ https://www.mindmani.com/blog

3. สมองตาย (Brain death) กับการตายทางการแพทย์ และการส่งต่อชีวิต https://www.mindmani.com/blog

4. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiography) Thailand Online Hospital https://thailandonlinehospital.com/th/diagnostic

5. Amanda van Beinum and Sonny Dhanani "When is ‘dead’ really dead? What happens after a person ‘flatlines’ https://theconversation.com/when-is-dead-really-dead-what-happens-after-a-person-flatlines-153542

6. ดร. นพ. กนก พฤติวิทัญญู "วาระจิตก่อนตาย" https://youtu.be/tmHmUPZ7www ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 2017/07/25

7. กัมมชรูป เป็นรูปที่เกิดจาก กรรม (หมายถึงการกระทำที่เกี่ยวด้วย กาย วาจา ใจ เป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง ที่ได้ทำมาแล้วในภพก่อน หรือในภพนี้) กัมมชรูปนี้เกิดขึ้นในสันดานของสัตว์ทั้งหลาย ทุกๆ ขณะจิต นับตั้งแต่ปฏิสนธิจิตเป็นต้นมา ตลอดเวลาที่สัตว์นั้นยังมีชีวิตอยู่ จนกระทั่งสัตว์นั้นตายลง

8. Abhidhammattha Sangaha of Acariya Anuruddha ‘A Comprehensive Manual of Abhidhamma’ Mahathera Narada (Original Translation) Bhikkhu Bodhi (Revised Translation) PDF eBook, 2012 https://www.saraniya.com/books/meditation/Bhikkhu_Bodhi-Comprehensive_Manual_of_Abhidhamma.pdf


ขอบคุณภาพประกอบจาก

Josh Neufeld "I Shared The Last 17 Days Of My Dad’s Life In Pictures To Break The Silence Around Death" https://www.boredpanda.com/meeting-mortality-photography-father-dying-from-cancer-josh-neufeld/?utm_source=google&utm_medium=organic&utm_campaign=organic




ดู 40 ครั้ง0 ความคิดเห็น

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด